11 ประเภทของการเทรดกลยุทธ์ผู้ประกอบการทุกคนควรรู้เกี่ยวกับ

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

Contents

Category Archives: กลยุทธ์เทรด

กลยุทธ และเทคนิคการ Trade Forex จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อให้คุณได้ศึกษา และประยุกต์ใช้เป็นแนวทางของตนเอง

กลยุทธ์เทรด

Fakey pattern คือ อะไร ?

รูปแบบ Fakey คืออะไร? วันนี้เป็นคำสำคัญที่เกี่ยวกับเทคนิคของการค้าหลักทรัพย์การดำเนินการด้านเทคนิคราคาหนึ่งที่มีความสำคัญมันเป็นรูปแบบ Fakey รูปแบบเซเซียนการกระทำที่รู้จักกันเป็นอย่างดีวันนี้เราจะทำความเข้าใจกับมันในรายละเอียดต่าง ๆ คำว่ารูปแบบ Fakey อาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Fakey Bar เป็นรูปแบบในช่วง False-breakout ของแถบภายในหรือสัญญาณเกิด Breakout หลอกคือการเกิดในช่วงที่ราคาได้เลือกในรูปแบบของแถบด้านในแล้ววกกลับมา ในอีกทางหนึ่งหรือพูดง่าย ๆ ก็คือมันจะทะลุแนวตั้งขึ้นไปแล้ว แต่มันจะกลับมาลง แต่มันกลับตัวลงมาเสียก่อน หลักการของรูปแบบ Fakey หลักการของรูปแบบนี้คือคนส่วนใหญ่ที่ใช้รูปแบบภายในบาร์ในการซื้อขายหลักทรัพย์ความนิยมของรูปแบบนี้ทำให้พวกเขามีรายได้มากมายรูปแบบที่จะกดดันราคาให้เลือกซื้อได้ และตบกลับให้หลุดหยุดการสูญเสีย วิธีการค้าขายรูปแบบ Fakey รูปแบบนี้ เช่นเดียวกับการซื้อขายรูปแบบของการเคลื่อนไหวราคาในรูปแบบอื่น ๆ คือการซื้อขายในจุดที่โอกาสการชนะของเรามากที่สุดที่อาศัยอยู่ในแนวนอนรับแนวต้าน, แนวโน้มและอื่น ๆ เข้ามาช่วยหาจังหวะการซื้อขายที่เหมาะสมโดย Fakey สัญญาณนี้สามารถทำการซื้อขายได้ทุกสภาพตลอดทั้งตลาดที่ได้รับความนิยมและ Range bound market ยกเว้นช่วงตลาดที่มีลักษณะตัวเอง Sideway สั้น ๆ (ตลาดที่ขาดหายไป) เพียงแค่นั้นเพราะช่วงที่ไม่มีเงิน … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

Expansion pivots คือ อะไร ?

ส่วนต่อขยาย pivots คืออะไร? เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เป็นลักษณะการขยายช่วงทุกวันไว้วางใจให้พวกเขาเห็นว่าสถาบันกำลังจะซื้อหรือขายโดยใช้กลยุทธ์นี้จะใช้เส้นค่าตอบแทน 50 วันเป็นแกนหลักในการซื้อขายในช่วงราคาที่ใกล้เส้นดังกล่าวมักจะมีการระเบิด ราคาเกิดขึ้นไม่ได้ซึ่งมันก็เป็นทางหนึ่งและครั้งนี้เป็นโอกาสให้นักการค้าสามารถเข้ามาสร้างกำไรจากช่วงดังกล่าวได้ เหตุผลที่ใช้เส้นค่าตอบแทน 50 วัน ที่ใช้เส้นค่าตอบแทน 50 วันที่ได้รับการกำหนดเป็นอย่างดีเทรดเดอร์สถาบันการศึกษาหลายแห่งและนักลงทุนส่วนใหญ่ที่มักจะใช้บริการนี้ในการซื้อขายเมื่อราคาใกล้เคียง มีผู้ชนะได้เลือกทิศทางว่าจะให้ราคาไปทางไหนแล้วเราสามารถทำการซื้อขายตามฝั่งดังกล่าว ผ้าการค้าแบบขยาย pivots สำหรับฝั่งซื้อ(ยาว) Explosion day – แท่งเทียนวันนี้ต้องแท่งเทียนที่มีความกว้าง (สูง – ต่ำ) สูงสุดในรอบ 9 วัน แท่งเทียนเมื่อวานนี้หรือวันนี้เคลื่อนไหวต่ำกว่าหรือที่ระดับเส้นค่ารับ 50 วัน ซื้อ (เปิดยาว) เมื่อแท่งเทียนถัดมาทะลุสูงของแท่งก่อนหน้า (วันระเบิดสูง) วางหยุดที่ใต้ราคาปิดแท่งที่มีความกว้างสูงสุดในรอบ 9 วัน (วันปิดการระเบิด) ราคาขึ้นมาเทรดเหนือระดับเส้นค่าที่ได้รับ 50 วันและเป็นแท่งที่กว้างที่สุดในรอบ 9 วันโดยเข้ามาในการค้ารอแท่งเทียนถัดไปขึ้นมาผ่านแท่งสูงที่ 1.0397 การประดิษฐ์เปิดยาวตาม ราคาขึ้นผ่านสูงที่ 1.0397 เปิดยาวตาม (ใช้คำสั่งซื้อหยุด) และวาง stop loss … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

Expansion breakout TM คือ อะไร ?

ฝ่าวงล้อมการขยายตัว TM คืออะไร? ในบทความนี้จะนำเสนอการตั้งค่าในรูปแบบของสายการฝ่าวงล้อมที่ถูกนำเสนอโดย Jeff Cooper เป็นการตั้งค่าที่ใช้ในการซื้อขาย แต่ก็สามารถนำมาใช้ในตลาด Forex ได้เช่นกัน ไว้ใจก่อนว่าการค้าฝ่าวงล้อมรูปแบบนี้เป็นลักษณะโมเมนตัมระยะสั้นคือจะเล่นสั้น ๆ ไม่ได้ถือรันเทรน แต่อย่างใด โดยเขาเชื่อว่าการฝ่าวงล้อมที่ดีที่สามารถทำกำไรได้ภายใน 1-5 วันที่ควรจะมาจากแท่งที่แตกเป็นแท่งที่ช่วงการแกว่งตัวกว้างที่สุดในรอบ 9 วันและการไปของราคาที่ร้านหลังการฝ่าวงล้อมไม่ควร เห็นการ Pullback ที่เยอะ (ไม่ควรย่อเยอะ) ฝั่งยาว แท่งเทียนที่ 1> แท่งเทียนทะลุ High สูงสุดในรอบ 20 วัน แท่งเทียนที่ 1> แท่งเทียนที่มีขนาดเท่าหรือกว้างที่สุดในรอบ 9 วัน ตั้งซื้อหยุดเมื่อราคาทะลุขึ้นทำสูงของแท่งที่ 1 ตั้งจุดหยุดที่ใต้ระดับราคาปิดของแท่งที่ 1 (1-10 pips แล้วแต่คู่สกุลเงินหรือแล้วแต่ความเหมาะสมของราคาสินค้าที่ซื้อขาย) แท่งเทียนทะลุขึ้นทำใหม่สูงในรอบ 20 วันและเป็นแท่งเทียนที่กว้างที่สุดในรอบ 9 วัน High ของแท่งที่ 1 = … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

EMA 9 WMA 30 Trading setup คือ อะไร ?

EMA 9 WMA 30 การตั้งค่าการซื้อขายคืออะไร? วันนี้เป็นบทความเกี่ยวกับเทคนิคการซื้อขายรูปแบบสัญญาณดาวเทียมการเทรดที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการลงทุน 9/30 เซ็ตอัพที่มาโดยMike Brunsผู้ก้อตั้ง TradingNaked การตั้งค่าที่น่าสนใจ เพื่อน ๆ เทรดเดอร์ทราบด้วยใจเป็นไอเดียในการซื้อขายต่อไป กฎการซื้อขาย – การตั้งค่าการซื้อขาย 9/30 ตั้งค่านี้สะสมเส้นค่าตอบแทน 2 เส้นคือ 1. เส้นค่ารับ EMA 9 วันและ 2. ค่าเส้นรับ WMA 30 วัน ติดตั้งนาน EMA 9 อยู่เหนือ WMA 30 ราคาปิดต่ำกว่า EMA 9 (หรือถ้าเทรดเดอร์หัวโบราณอาจใช้ได้ทั้งแท่งเทียนต่ำกว่า EMA9) วางซื้อ stop ที่สูงของแท่งเทียนที่ปิดต่ำกว่า EMA9 (จะเปิดนานเมื่อราคาดีดตัวขึ้นสูงของแท่งเทียนที่ปิดต่ำกว่า EMA9) ตั้งค่าแบบสั้น EMA 9 อยู่ต่ำกว่า … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

Donchian Channel คือ อะไร ?

Donchian Channel คืออะไร Donchian Channel เป็นตัวบ่งชี้ที่อยู่นอกโปรแกรม MT4 นักลงทุนหน้าใหม่ ๆ คนไม่รู้จักแต่ว่า Donchian Channel ไม่ได้เป็นเครื่องมือใหม่ที่ถูกปล้นมานานแล้วสำหรับนักเทรดที่เคยอยู่ในตลาดอื่น ๆ กลุ่มผู้ค้า Turtleที่ใช้เครื่องมือนี้ในการซื้อขายเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มที่ติดตามโดย Donchian channel วัดจากสูงและต่ำสุดของช่วงที่คำนวณโดยปกติใช้ 20 วัน ลักษณะของเส้น Donchian Channel มีลักษณะโดดเด่นด้วย Bollinger Band เป็นเครื่องมือในการวัดราคาแสดงความแตกต่างของช่องสัญญาณ Donchian กับ Bollinger Band เป็นข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณหาช่องทาง Donchian ใช้ราคาสูงและต่ำ หัวเรื่อง: การคำนวณในห้างหุ้นส่วนจำกัดกรอบราคาไใหนังสือนหัวเรื่อง: การเทรดทั่วไปการเทรดเดอร์รอราคาทะลุกรอบช่วงราคาดังกล่าวเป็นสัญญาณในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การซื้อ / ขายเช่นถ้าราคาทะลุกรอบบนขึ้น ก็เป็ สัญญาณซื้อและถ้าทะลุกรอบล่างลง ก็เป็นสัญญาณขายโดยในบทความนี้จะเป็นการเสริมอาวุธให้กับเครื่องมือนี้โดยใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาประกอบ หาจังหวะที่โมเมนตัมสูงในการรับ สำรหับการซื้อขาย Donchian Channel จะมีแนวคิดเกี่ยวกับการใช้การค้าแบบฝ่าวงล้อมและเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ในช่วงฝ่าวงล้อมนั้นจะไม่ได้รับความสำเร็จที่ได้รับการถ่ายทอดให้ได้ 100% อยู่แล้ว แต่ถ้าเราเพิ่มการเพิ่มคุณภาพ ในช่วงจังหวะการฝ่าวงล้อมให้เข้าร่วมประกอบกับช่อง … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

Diverging คือ อะไร ?

Diverging คืออะไร? ตัวชี้วัดส่วนใหญ่เกือบ 90% ล้วนมาจากราคาโดยเป็นข้อมูลของผู้ซื้อและผู้ขายในราคาที่ถูกกว่ามาก ของตัวบ่งชี้แล้วมันทำให้เราอ่านได้ง่ายขึ้นตัวเลขที่ออกมาอย่างชัดเจนสามารถรู้ได้ว่าตอนนี้โมเมนตัม, งบการเงิน, แนวโน้มที่แตกต่างกันเป็นวิธีการที่เราเข้าใจตัวชี้วัดที่ใช้และใช้ มันอย่างเหมาะสมมันจะมีประโยชน์มากในการเทรด ประเภทของ Divergence มาดูเนื้อหาของ Divergence กันต่อดีกว่า Divergence เป็นตัวบ่งชี้ราคาที่เคลื่อนไหวพร้อมกันโดยDivergence ทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ความแตกต่างในเชิงบวก –ราคาทำ Lower Low แต่ตัวบ่งชี้ทำต่ำสุด สัญญาณว่าราคามีโอกาสหยุดลงชั่วคราวหรือกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น ความแตกต่างเชิงลบ –ราคาทำสูงกว่า แต่ตัวบ่งชี้ทำราคาสูงขึ้น สัญญาณว่าราคามีโอกาสหยุดขึ้นชั่วคราวหรือกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง ตัวอย่างการซื้อขายโดยใช้ Divergence เทรดโดย Positive divergence ราคาทำ Lower Low แต่ตัวบ่งชี้ (ในที่นี้ใช้ RSI) กลับทำสูงขึ้นต่ำแสดงถึง Momentum การลงแรงแรงและสุดท้ายราคาก็กลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้นในรอบใหญ่เลยทีเดียว เทรดโดย Negative Divergence จากกราฟข้างต้นราคานี้เกิดขึ้นได้การลบ divergence ถึง 2 รอบลักษณะเช่นนี้ยิ่งมีนัยสำคัญในการกลับตัวมากขึ้นราคาได้ทำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างต่อเนื่อง … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

Divergence คือ อะไร ?

Divergence คือ อะไร ? Divergence ในทาง Forex หมายถึง “สัญญาณกลับตัว” นั่นคือ เหตุการณ์ในช่วงราคาเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นไปในรูปแบบเดียวกับ Indicator นั้นเป็นสัญญาณที่เรียกว่า Divergence ไดเวอร์เจนท์ช่วยให้เทรดเดอร์หาจังหวะการกลับตัวของราคา ซึ่งประกอบด้วย 2 รูปแบบหลักๆคือ 1. Bullish Divergence และ 2. Bearish Divergence ประเภทของ Divergence 1) Bullish Divergence : เกิดในช่วงแนวโน้มขาลง โดยราคาลงทำ Lower Low แต่ Indicator ทำ Higher Low เป็นสัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้น 2) Bearish Divergence : เกิดในช่วงแนวโน้มขาขึ้น โดยราคาขึ้นทำ Higher High แต่ Indicator ทำ Lower … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

Channels ช่วยเทรด คือ อะไร ?

ช่องทางช่วยซื้อขายคืออะไร? ถ้าเราจะพูดถึงการวิเคราะห์ทางเทคนิดหน่อยเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่หนักหน่วงอาจจะไม่ได้รับการตอบสนองมากนักนักการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ต้องการความรู้สึกธรรมดา จำเป็นต้องบอกสัญญาณการซื้อขายได้อย่างสมบูรณ์แบบแบบแต่ว่าเราสามารถปิดช่องโหว่ของมันได้ด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่นการจัดการความเสี่ย หัวเรื่อง: การจัดการยงการเงินหัวเรื่อง: การใช้อัตราส่วนรางวัลความเสี่ยงการวิเคราะห์ความน่าจะเป็นเพื่อปิด ช่องโหว่ของโอกาสในการผิดพลาดของการวิเคราะห์กราฟดังนั้นไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องวิเคราะห์ให้แม่นและถูกทุกครั้ง ในวันนี้เราจะพูดถึงเครื่องมือวิเคราะห์ทางด้านเทคนิคซึ่งเป็นเครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนได้ใช้เครื่องมือที่มีประโยชน์มากที่สุด มีการวิเคราะห์เทรนด์ไลน์แล้วหล่ะก้อเครื่องมือนี้จะต้องพูดถึงอย่างแน่นอน นึ่งเรียกว่าequidistance Channalแปลตรงตัวก็คือช่องทางราคา ที่มีระยะห่างเท่ากันนั่นแหละครับเรามาดูรายละเอียดกันดีกว่า ในการประยุกต์ใช้การตีเส้นเทรนด์ไลน์อีกหนึ่งขั้นตอนคือการลากเส้นคู่ปรับ (เส้นขนาน) เพื่อสร้างกรอบช่องทางในการดูทิศทางของการเคลื่อนไหวราคาสามารถช่วยในการหาแนวรับและการเพิ่มขึ้นในการกำหนดกลยุทธ์ในการกำหนด เทรดได้อีกเช่นกัน การสร้างChannel 3 แบบ ช่องทางขึ้น ช่องทางมากไปหาน้อย ช่องทางแนวนอน ช่องทางขึ้น การสร้างกรอบการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้ภาพที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมกับช่องทางของการเคลื่อนไหว ช่องทางมากไปหาน้อย การสร้างกรอบรูปขาคว่ำลงตีเส้นคู่หูคู่หูของเส้น Downtrend เส้นขึ้นลงเพื่อดูกรอบรูปเคลื่อนไหวของราคาในกรอบขาลงโดยพิจารณาจากช่วงท้ายของตารางให้พอดีกับช่อง ช่องทางแนวนอน ยังไงการตีกรอบเทรนด์ไลน์แบบ Sideway นั่นเอง สิ่งสำคัญที่ต้องทราบในการตีแชนแนล ในการสร้างเส้นแนวโน้มช่องทั้งสองเส้นต้องภัยกัน กรอบด้านล่างของช่องคือบริเวณซื้อ (โซนซื้อ) กรอบด้านบนของช่องคือบริเวณซื้อ (โซนขาย) ความรู้สึกของ Channel ก็มีความหมายเหมือนกัน หลักการตีเส้น การตีเส้น Channel หรือ Equidistance นั้นมีหลักการตีเส้นได้ง่าย ๆ … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

Bollinger bands (Squeeze) คือ อะไร ?

Bollinger bands (Squeeze) คืออะไร? เครื่องมือในการซื้อขายเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับนักลงทุนตัวบ่งชี้ที่ดีนั้นมีความสำคัญมากสำหรับบทความนี้จะเป็นบทความเกี่ยวกับตัวบ่งชี้ที่มีความสูงมากในกลุ่มตัวบ่งชี้ที่มีในการซื้อขาย Forex ทั้งหมดนั่นคือ Bollinger Band วง Bollinger คือเส้นค่าที่ได้รับอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างถูกที่เก็บเงินโดย John Bollinger สำหรับใช้เป็นเซ็ตเทรดหรือจุดที่เราใช้เทรดครับ Bollinger bands ประกอบด้วยเส้น 3 บรรทัด โครงสร้างของ Bollinger Band ที่คำนวณมาจากค่าเบนซ์มาตรฐานและการคำนวณการชดเชย wikipedia.org, Bollinger Band ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Bollinger_Bandsinfo เมื่อ 30/11/2020 มันสะสมว่า Bollinger วงนั้นเป็นเครื่องมือในการแจ้งราคาโดย การเปรียบเทียบจากนั้นทำการคำนวณราคาในกรอบของการคำนวณนั่นคือ 20 ที่มีการธนาคารวันค่ามาตรฐานนั้นระกอบด้วยเส้น 3 เส้นดังนี้ โดยเส้นกลาง (วงกลาง) จะเป็นเส้นค่าที่ได้รับ 20 วัน (20 วัน SMA ( ค่าชดเชยการเดินทางง่าย )) + … [อ่านต่อ คลิก]

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

กลยุทธ์เทรด

1-2-3-4 pattern คือ อะไร ?

1-2-3-4 รูปแบบคือรูปแบบราคาและการเคลื่อนไหวของ ราคารูปแบบหนึ่งซึ่งถูกคิดขึ้นโดย เจฟฟ์คูเปอร์ที่อาศัยดำรงชีพด้วยหัวเรื่อง: การเทรดในห้างหุ้นส่วนจำกัดตลาดหุ้นซึ่งเขาของคุณคนนี้มีชื่อเสียงในห้างหุ้นส่วนจำกัดด้านหัวเรื่อง: การเล่นสั้นเป็นพวกคุณสายSwing tradingอาศัยอยู่ได้อย่างรวดเร็วในการทำกำไรจากการซื้อขาย…เราสามารถนำรูปแบบนี้มาใช้ในตลาดForexได้เช่นกัน รูปแบบการซื้อขายในตลาดForex มันเป็นรูปแบบของการเคลื่อนไหวของราคาที่แตกต่างกันมากในตลาดต่างประเทศ Forex เป็นตลาดที่มีปริมาณมาก บ่อยครั้งทำให้รูปแบบการวิเคราะห์บางรูปแบบสามารถใช้ด้วยกันได้ หลักการของการซื้อขายรูปแบบ 1-2-3-4 กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มหรือไม่และตลาดจะหมดจังหวะในช่วงสั้น ๆ leslie Hampton, 1-2-3-4 Forex กลยุทธ์การซื้อขายย้อนกลับที่มา: http://www.aboutcurrency.com/strategies/forextradingstrategies/1_2_3_4_forex_reversal_strategy.shtml ที่มีอยู่ในวันที่ 11/11/2020 [/ efn_note] นั้นเป็นข้อได้เปรียบในการเทรด ซึ่งเบื้องหลังการเทรดรูปแบบนี้มาจากงานวิจัยของ WD Gannที่ได้ศ กษาว่าการพักตัวในช่วง ของตลาดที่เป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งนั้นจะพักตัวไม่เกิด 3 วันและปรับตัวไปต่อตามแนวโน้ม เดิมนี่เลยเป็นที่มาของรูปแบบ 1-2-3-4 รูปแบบนี้ รูปแบบ1-2-3-4 pattern ประกอบด้วย ในการซื้อขายรูปแบบ 1-2-3-4 จะต้องอาศัยเครื่องมือและเรื่องราวในการวิเคราะห์โดยจะมีเครื่องมือหลัก ๆ ในเบื้องต้นดังต่อไปนี้ – ADX – วิเคราะห์แท่งเทียน … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

1-2-3 Pullbacks คือ อะไร ?

1-2-3 Pullbacks คืออะไร 1-2-3 Pullbacks คือระบบการตั้งค่าชนิดหนึ่งที่ถูกเก็บไว้ในจังหวะที่ตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มที่จะไปที่แฟรนไชส์เพียง 3 แท่งเทียนที่จะขึ้นไปข้างบนนั่น คือจังหวะที่เราสามารถเข้าไปมีส่วน ร่วม 1-2-3 Pullbacks สำหรับฝั่งซื้อ(ยาว) หาช่วงที่แนวโน้มหนังสือโดยใช้เครื่องมือ ADX (14 วัน) โดยดูจาก ADX (14) ต้องมีค่ามากกว่า 30 (ADX (14)> 30) ใช้ + DI และ –DI ในการดูทิศทางในฝั่งซื้อจะทำการซื้อขายในช่วงแนวโน้มขาขึ้น + DI ต้องมากกว่า –DI (+ DI> -DI) รอจังหวะที่ราคาตัวย่อโดยการย่อตัวแล้วแตะตัวย่อ 3 วันติดต่อกัน (ทำ Lower Lows ต่อเนื่อง) หรืออีกครั้งหนึ่งคือติดกัน 2 วันและอีก 1 วันในบาร์ รอเปิดยาวตามราคาทะลุ High of แท่งเทียนที่ 3 … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

เทรนสั้น เทรนยาว ตามเทรน สวนเทรน คือ อะไร ?

หนึ่งเครื่องมือที่ผู้เทรด forex แบบมืออาชีพจะต้องทำความรู้จัก และไม่สามารถปฏิเสธได้ คือ เทรน (Trend) ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างมากต่อการตัดสินใจเปิดคำสั่งซื้อหรือขาย อีกทั้งยังช่วยในส่วนของการเลือกตัวชี้วัด (Indicator) รวมตลอดถึงการกำหนดกลยุทธ์ในการทำกำไรในตลาด forex อีกด้วย เทรนสั้นคืออะไร สำหรับเทรนสั้นนั้น มีการกำหนดคำนิยามว่า (movement in the price of an asset over a period of a few hours or days.) ซึ่งหากแปลออกมาแล้วก็จะหมายถึง การกำหนดช่วงของราคาในรายชั่วโมง หรือรายวัน ซึ่งหมายถึงการดูทิศทางของกราฟแบบรายวัน หรือน้อยกว่านั่นเอง ปกตินิยมนำมาใช้การเทรด forex แบบ Day trade เทรนยาวคืออะไร ในส่วนของเทรนยาว คือ การกำหนดทิศทางของกราฟ โดยใช้ระยะเวลาของแท่งเทียนที่ยาวนานกว่า 1 วัน เช่นอาจเป็น รายสัปดาห์ รายเดือน หรือว่าตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นเทรน เป็นต้น ซึ่งเทรนยาวนั้นมีการนำมาประยุกต์ใช้ … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

Elliott Wave คือ อะไร ?

Elliott Wave คืออะไร ทฤษฏีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ การเทรด Forex และกำลังนำมาใช้ในการเทรด มากขึ้นคือ Elliott Wave (EW) ซึ่งหากแปลกันแบบตรงๆตัวคือ“คลื่นของเอลเลียต“เพราะว่าคิดค้นโดยมิสเตอร์เนลสันอี เลียต เราขอมอบรางวัลให้กับผู้สร้างมันขึ้นมาว่า Elliott Wave wikipedia.org, elliot wave ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Elliott_wave_principle การลงทะเบียนเมื่อ 14/12/2020 [/ efn_note] นั่นสำหรับ EW คืออะไรและเราจะใช้ประโยชน์อะไรจาก EW บ้างมาวิเคราะห์กันครับ ความหมายของ Elliott Wave Elliott Wave คือลักษณะของกราฟคลื่นลูกที่มีลักษณะเป็นคลื่นสูง (รูปที่มีลักษณะเป็นรูปแบบของการขึ้นลง) ลักษณะที่ปรากฏของคนที่เล่นหุ้นหรือเทรดforex ที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งจนสามารถนำมาคำนวณเป็นสูตรของ EW ได้ Elliott Wave โดยปกติแล้วคลื่นเอลเลียตเวฟจะประกอบไปด้วย 5 คลื่นลูกใหญ่ดังต่อไปนี้คือคลื่นลูกใหญ่ 3 ลูกและคลื่นที่มีความสำคัญมากที่สุดของการลงทุนคือคลื่นลูกที่ 3 … [อ่านต่อ คลิก]

กลยุทธ์เทรด

แนวรับ แนวต้าน คือ อะไร ? (ตอนที่ 1)

หากเราดูทีวีหรือฟังการวิเคราะห์ของนักลงทุนนักวิเคราะห์ของสถาบันการเงินที่มีการจัดแนวตั้งจะเป็นคำที่เราได้ยินมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อตนเอง ทั้งสองค่านี้ต่างประเทศมีผลอย่างมากต่อการวางแผนหรือการใช้กลยุทธ์ในการซื้อขายหุ้นหรือการซื้อขาย forex เพื่อให้คุณมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ 2 คำน ี้บทความนี้เราจะมาศึกษาถึงคำศัพท์สองคำนี้กันครับ แนวรับคืออะไร แนวรับคือเส้นที่ถูกผลักขึ้นมาราคาหุ้นที่ไม่ผ่านจุดราคาลงไปเช่นแนวรับ 2.34535 วันที่ได้รับราคาที่ต่ำลงกว่า 2.34535 ทำให้เราทำนายได้ว่าจะถึงจุดที่ราคา 2.34535 ราคาก็จะเด้งกลับทำให้เราสามารถซื้อได้อย่างปลอดภัย แนวต้านคืออะไร แนวต้านก็จะมีความหมายตรงข้ามกับแนวรับคุณจะได้รับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้และไม่เคยเกินกว่าที่เราจะทำได้ เกิน 2.34535 การแปลว่าหากราคาขึ้นมาใกล้เส้น 2.34535 คุณก็สามารถเปิดราคาขายได้ ประเภทของแนวรับแนวต้าน นอกจากนี้เราจะต้องรู้ว่าแนวรับแนวต้านคืออะไรแล้วในบทความนี้เราจะต้องพูดถึงการพิมพ์แนวตั้งที่ได้รับการตีพิมพ์และการจำแนกข้อมูลได้เหมือนกันที่นี่ มาแล้วมายผมแบ่งประเภทของแนวรับแนวต้านตามประสบการณ์การค้าขาย ในการซื้อขายเราสามารถแบ่งประเภทของแนวรับได้ต่อต้าน 2 รูปแบบคือแนวรับแนวต้านตามแนวกราฟและแนวตั้ง เรามาดูกันที่รูปแบบก่อนหน้านี้คือแนวรับแนวต้านแนวความคิดที่ไม่เหมือนใคร แต่มันจะเป็นเส้นตรง รับแนวต้านได้เช่นกันการใช้เส้นเทรนด์เป็นแนวรับรับต่อต้านทำให้เรามีทางเลือกในการซื้อขายมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้มันประกอบการ วิเคราะห์ทำให้การเทรดของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ต้อง จำกัด ตัวเองอยู่ในระดับของการเทรดแบบ แนวนอนบรรทัดเท่านั้นตัวอย่างของเส้นแนวรับแนวต้าน ใน เสื้อฉีกขาดสายในภาพข้างต้นการ ใช้แนวรับไม่ว่าจะเป็นกรอบราคาที่ไม่สามารถผ่านได้ แต่ว่า เราต้องตั้งเป็นช่วงราคามากกว่าที่จะเป็นจุดตายตัว เนื่องจาก พื้นที่ของราคาที่มีความแข็งแกร่งนั้นไม่เคยแน่นอน เพื่อให้มันชัดเจนและใช้งานได้ง่าย ต้องใช้เป็นกรอบบริเวณนั้น และใช้เทคนิคการตั้ง Stop loss ให้ห่างในระยะที่เหมาะสมจะมีความถูกต้องกว่า ประเภทของแนวรับแนวต้านแบบเส้นตรง คืออีกประเภทหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ เพราะว่า แนวรับแนวต้านแบบเส้นตรงเป็นรูปแบบที่วิเคราะห์ได้ง่าย และเป็นรูปแบบดั้งเดิมของการวิเคราะห์แนวรับแนวต้าน ตามรูปต่อไปนี้ … [อ่านต่อ คลิก]

เรียนรู้ฟอเร็กกับเรา! เงื่อนไขพื้นฐานและแนวคิดในโลกของฟอเร็ก

เริ่มต้นเพื่อ เรียนรู้การซื้อขาย Forex และคุณจะเห็นว่าฟอเร็กเป็นเรื่องง่าย

เรียนรู้ฟอเร็กกับเรา! ฟอเร็ก เป็นตลาดสกุลเงินระหว่างประเทศที่ช่วยให้คุณมีรายได้จากความแตกต่างในอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน, แต่ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน โปรดทำความเข้าใจกับแนวคิดพื้นฐานและลองซื้อขายครั้งแรกในบัญชีทดลอง

กลยุทธ์การซื้อขาย

กลยุทธ์การซื้อขายฟอเร็ก ที่เรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลฟรีของระบบการซื้อขายที่สร้างขึ้นโดยเทรดเดอร์ผู้มีประสบการณ์ กลยุทธ์การเทรดฟอเร็กที่ทำผลกำไรใหม่ๆจะมีการเพิ่มเข้ามาในแหล่งข้อมูลของเราอย่างต่อเนื่อง, เราได้คัดเลือกเนื้อหาและเก็บเอาสิ่งที่ดีที่สุดและกลยุทธ์การซื้อขายสกุลเงินที่ใช้งานได้จริงทั่วทุกมุมโลก

บทเรียนเกี่ยวกับการซื้อขายฟอเร็ก

บทเรียนการซื้อขายฟอเร็กของเราประกอบด้วย กฏทั่วไป, เคล็ดลับและคำแนะนำสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ ขั้นตอนแรกในการก้าวเข้าสู่โลกของ Forex

อินดิเคเตอร์ในการซื้อขาย

อินดิเคเตอร์ของฟอเร็ก เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการวิเคราะห์การทำงานของเทรดเดอร์และที่จะขาดไม่ได้สำหรับในการคาดการณ์ความผันผวนของราคา เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์จะใช้อินดิเคเตอร์จำนวนมากเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้นสำหรับการเข้าสู่ตลาด ตัวชี้วัด อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคของฟอเร็กจะช่วยในการคาดการณ์พฤติกรรมของสกุลเงินหรือตราสารการซื้อขายอื่นๆในช่วงเวลาหนึ่งได้

อภิธานศัพท์ Forex : ask-bid, Forex Volatility อื่นๆ

คำศัพท์และคำนิยามที่ค้นหาและใช้กันมากที่สุดในตลาด Forex เพื่อให้การทำงานประสบความสำเร็จ

คำศัพท์ของเราเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมเพื่อสร้างความมั่นใจในตลาด Forex ที่นี่คุณสามารถพบคำนิยามของแนวคิดการซื้อขายหลัก ๆ นอกจากนี้เราได้พัฒนาสารบัญ A ถึง Z เพื่อนำทางให้คุณได้ง่ายขึ้น

รีวิวจากเทรดเดอร์

จำนวนความคิดเห็นทั้งหมด 15 เรทติ้งเฉลี่ย 4.2

รีวิวโดย Robert Badenhorst

เพื่อนของฉันเริ่มต้นด้วย $10,000 ที่ LiteForex

รีวิวโดย Tomas Campos

รีวิวโดย Phan Thi Thanh Mai

รีวิวโดย Olivier Bouchard

รีวิวโดย Joana Nallely Rodriguez Torres

รีวิวโดย Sergio Federico Cantero

รีวิวโดย Carolina Medeiros

รีวิวโดย Kirill Polyakov

ฉันได้กลายเป็นตัวแทนในระดับภูมิภาค LiteForex ใน Novosibirsk เมื่อเร็ว

รีวิวโดย Barau Mu’azu

รีวิวโดย Hesham Ahmed Sami Ali

โปรแกรมพันธมิตรไวท์ลาเบลเปลี่ยนชีวิตของฉันมากกว่า 1 ปี

รีวิวโดย Anastasia Vinogradova

รีวิวโดย Angga Sardi

รีวิวโดย Mohd Razlan Bin Abdul Za

ฉันมีความสนใจในโปรแกรมพันธมิตรของ LiteForex 6

รีวิวโดย John Harris

รีวิวโดย Tony Williams

รับการฝึกฝนกับบัญชี ทดลอง

บัญชีทดลอง จะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการของการซื้อขายฟอเร็กได้ดียิ่งขึ้น
ด้วยบัญชีนี้คุณจะสามารถเข้าถึงตราสารต่างๆในตลาดทั้งหมดและใบเสนอราคาปัจจุบัน โดยปราศจากความเสี่ยงจากการสูญเสียเงินจริง

คำเตือนด้านความเสี่ยง: การซื้อขายในตลาดการเงินมีความเสี่ยง สัญญาความแตกต่าง (‘CFDs’) เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อนที่ซื้อขายบนมาร์จิ้น การซื้อขาย CFDs อันมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเลเวอเรจสามารถเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสียสำหรับคุณ ดังนั้น CFDs อาจไม่เหมาะสมสำหรับการลงทุนสำหรับนักลงทุนทุกคน เพราะคุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดของคุณ คุณไม่ควรเสี่ยงเกินกว่าระดับที่คุณพร้อมที่จะสูญเสีย ก่อนการตัดสินใจซื้อขาย คุณต้องแน่ใจว่าคุณเข้าใจความเสี่ยงโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการลงทุนและระดับประสบการณ์ของคุณ คลิกที่นี่ สำหรับการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงของเรา.

กลุ่มบริษัท LiteForex เป็นเจ้าของเว็บไซต์

LiteForex Investments Limited จดทะเบียนในหมู่เกาะมาร์แชล (หมายเลขทะเบียน 63888) และควบคุมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจหมู่เกาะมาร์แชล ที่อยู่บริษัท: Ajeltake Road, Ajeltake Island, Majuro, Marshall Islands MH96960 อีเมล์: [email protected]

Liteforex Investments Limited ไม่มีบริการสำหรับผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศ EEA,อเมริกา, อิสราเอล, และญี่ปุ่น

11 ประเภทของการเทรดกลยุทธ์ผู้ประกอบการทุกคนควรรู้เกี่ยวกับ

การจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management)

ความนำ
ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องอาศัยชั้นเชิงในการบริหารที่เหนือกว่าคู่แข่ง หรืออาศัยความว่องไวในการปรับตัวให้ทันต่อภาวะการแข่งขันที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

การจัดการเชิงกลยุทธ์จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้นักบริหารกำหนดทิศทางของธุรกิจ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในองค์การ ช่วยกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับองค์การ เพื่อที่จะนำกลยุทธ์เหล่านั้นไปประยุกต์ปฏิบัติ และควบคุมประเมินผลการดำเนินงานขององค์การได้ ทั้งนี้ไม่จำกัดเฉพาะแต่องค์การภาครัฐหรือภาคเอกชนแต่อย่างใด

กลยุทธ์ขององค์การจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์การได้ การทำความเข้าใจและการพยายามศึกษาองค์การที่ประสบผลสำเร็จในการใช้กลยุทธ์เพื่อการจัดการ จะทำให้นักบริหารได้ทราบถึงคุณประโยชน์ของกลยุทธ์ ที่จะช่วยสนับสนุนองค์การให้ประสบความสำเร็จ และจะต้องมีการพิจารณาเลือกกลยุทธ์และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์การ

การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการบริหารอย่างมีระบบที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์การเป็นส่วนประกอบ และอาศัยการวางแผนอย่างมีขั้นตอน เนื่องจากการบริหารกลยุทธ์เป็นการบริหารองค์รวม ผู้นำที่มีความสามารถจะต้องอาศัยกลยุทธ์ในการจัดการองค์การที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับองค์การ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงไม่ล้มเหลว เนื่องจากกลยุทธ์ที่ดีแต่ล้มเหลวจะไม่สามารถนำความสำเร็จมาสู่องค์การได้ ดังนั้นทั้งกลยุทธ์และนักบริหารที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้กลยุทธ์และนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจึงมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

ลักษณะที่สำคัญของการจัดการเชิงกลยุทธ์ คือ การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นเครื่องมือของนักบริหารในการบริหารงาน เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น การบริหารเชิงกลยุทธ์จะเน้นและให้ความสำคัญต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic decision making) ที่ไม่เหมือนกับการตัดสินใจในลักษณะอื่น ๆ เพราะการบริหารเชิงกลยุทธ์จะเกี่ยวข้องกับอนาคตในระยะยาวขององค์การทั้งหมด ซึ่งมีลักษณะดังนี้ คือ

• เป็นกระบวนการของการบริหารองค์การโดยรวม
• เป็นการบริหารที่เน้นการสร้างกลยุทธ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์การในระยะยาว
• เป็นการตัดสินใจที่อาศัยชั้นเชิง ไม่มีวิธีการที่สำเร็จรูป
• ต้องอาศัยความร่วมมือ พันธะผูกพัน (Commitment) และทรัพยากรในองค์การ
• มีทิศทางที่ชัดเจนต่อทางเลือกต่าง ๆ และแสดงให้ทุกคนในองค์การเข้าใจตรงกัน

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเชิงกลยุทธ์นั้นมีความหมายที่แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีความหมายคล้ายคลึงกัน ดังนี้

การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นศาสตร์ที่มีมานานโดยคำว่า กลยุทธ์ หรือ Strategic มีที่มาจากคำว่า Strategia ในภาษากรีกซึ่งหมายความว่า Generalship โดยคำว่ายุทธศาสตร์มักจะถูกนำมาใช้ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร และได้เข้าสู่แวดวงการศึกษาในเวลาต่อมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสศึกษาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ และต้องการให้เกิดการนำไปสู่การจัดทำนโยบายทางธุรกิจที่นำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานได้ในอนาคต

การจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) โดยทั่วไป หมายถึงการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) วัตถุประสงค์ (Objective) เป้าหมาย (Goal) ขององค์การในระยะสั้นและระยะยาว จากนั้นจึงวางแผนทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้องค์การสามารถดำเนินงานตามพันธกิจ อันนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้

นอกจากนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจก่อให้เกิดโอกาส หรืออุปสรรคแก่องค์การได้ องค์การจึงจำเป็นต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมภายในขององค์การ เพื่อหาจุดแข็งหรือจุดอ่อนในการที่จะสามารถหลีกเลี่ยงจากอุปสรรคหรือใช้ประโยชน์จากโอกาสที่มีอยู่นั้นได้ ดังนั้นการจัดการเชิงกลยุทธ์จึงเป็นการบริหารโดยคำนึงถึง

1. ลักษณะการดำเนินงานขององค์การ
2. ลักษณะธุรกิจในอนาคต
3. สภาพแวดล้อม
4. การจัดสรรทรัพยากร
5. การปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์

แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญของการจัดการเชิงกลยุทธ์ คือการกำหนดภารกิจ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของกิจการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยการจัดการเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์จะมีผลต่อการดำเนินงานในระยะยาว

ดังนั้นองค์การจึงต้องมีการวางแผนการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้เพื่อให้ตอบสนองต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคและบดบังโอกาสในการก้าวหน้าขององค์การได้

ฉะนั้นองค์การจึงต้องพิจารณาถึงจุดแข็งที่มีอยู่แล้วนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และพิจารณาถึงจุดอ่อนขององค์การเพื่อหาแนวทางขจัดจุดอ่อนเหล่านั้นเสีย
ในแนวคิดด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์นั้น จะมีความแตกต่างไปจากการจัดการโดยทั่วไป ซึ่งมักจะศึกษาถึงบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร ตามกระบวนการหรือขั้นตอนต่าง ๆและเน้นหนักไปที่การจัดการและการบริหารภายในองค์การ แต่การจัดการเชิงกลยุทธ์จะให้ความสำคัญกับปัจจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกองค์การ หรือสภาวะแวดล้อมภายนอกด้านต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน คำนึงถึงการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว และสภาวะการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

การจัดการกลยุทธ์ยังคำนึงถึงความความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์การ (Stakeholders) และการจัดการเชิงกลยุทธ์ยังทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงประสานหน่วยต่าง ๆ ในองค์การให้สามารถบริหารจัดการเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การร่วมกัน

1. การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทาง ภารกิจ และวัตถุประสงค์ขององค์การธุรกิจอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการจัดการเชิงกลยุทธ์จึงเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางขององค์การ และช่วยให้นักบริหารปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้นักบริหารสามารถกำหนดวัตถุประสงค์และทิศทางการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงได้

2. การจัดการเชิงกลยุทธ์ยังนำไปสู่การจัดการความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เนื่องจากมีการเตรียมรับกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงไว้แล้ว ทำให้องค์การค้นหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดต่อองค์การ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการกำหนดวิธีการหรือแนวทางในการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์การที่ตั้งไว้

3. การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการนำแนวทางในการดำเนินองค์การที่คิดค้นสร้างสรรค์ขึ้น และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักบริหาร

4. การวางแผนกลยุทธ์เป็นหน้าที่หลักของนักบริหาร เนื่องจากต้องวางแผนประยุกต์ใช้ และกำหนดทิศทางในการดำเนินงานขององค์การ การจัดทำและปฏิบัติให้สอดคล้องตามแผนกลยุทธ์จึงมีความสำคัญโดยเฉพาะในระยะยาว ดังนั้นความสามารถในการกำหนดกลยุทธ์ของนักบริหาร และความสามารถในการควบคุมให้การปฏิบัติเป็นไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ได้ จะเป็นสิ่งสะท้อนศักยภาพและและสะท้อนของผู้บริหารได้เป็นอย่างดี

5. การจัดการเชิงกลยุทธ์ทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน จะช่วยสร้างประสิทธิภาพและศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ และเสริมสร้างการพัฒนาขีดความสามารถทางการบริหารของนักบริหาร รวมทั้งช่วยเตรียมความพร้อมและพัฒนาบุคลากรที่อยู่ภายในองค์การ เนื่องจากการพัฒนาเชิงกลยุทธ์จะต้องมีการสร้างความเข้าใจและแนวทางในการเตรียมพร้อม เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นของสภาพแวดล้อมและคู่แข่ง นอกจากนี้แล้วการจัดการเชิงกลยุทธ์ยังช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์การเข้าใจในภาพรวม โดยเฉพาะเป้าหมายในการดำเนินงานทำให้สามารถจัดลำดับการดำเนินงานตามลำดับความสำคัญเร่งด่วนได้

6. การจัดการเชิงกลยุทธ์ช่วยให้การทำงานเกิดความสอดคล้องในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีการกำหนดกลยุทธ์ การประยุกต์ใช้ และการตรวจสอบควบคุมไว้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันและเกิดความร่วมมือ โดยเฉพาะความเข้าใจในวัตถุประสงค์ขององค์การ อีกทั้งจะช่วยให้มีการจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับการบริหารองค์การในส่วนต่าง ๆ

การจัดการเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วยองค์ประกอบย่อยพื้นฐาน 5 ประการ คือ

1. การกำหนดทิศทาง (Direction Setting)
2. การประเมินองค์การและสภาพแวดล้อม (Environment Scanning)
3. การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy Formulation)
4. การดำเนินกลยุทธ์ (Strategy Implementation)
5. การประเมินผลและการควบคุม (Evaluation and Control)

ในการกำหนดทิศทางขององค์การจะประกอบด้วย การกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision ) และการกำหนดภารกิจ ( Mission ) หรือ กรอบในการดำเนินงานที่ชัดเจนจะช่วยให้องค์การสามารถกำหนดทิศทางในระยะยาว อีกทั้งยังแสดงถึงความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย

ภารกิจ (Mission) ในกระบวนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์นั้น ขั้นแรกองค์การจะต้องระบุภารกิจและเป้าหมายหลักที่สำคัญของบริษัท ซึ่งภารกิจ หมายถึง ประกาศหรือข้อความของบริษัทที่พยายามกำหนดว่าจะทำอะไรในปัจจุบัน และกำลังจะทำอะไรในอนาคตและองค์การเป็นองค์การแบบใด และจะก้าวไปสู่การเป็นองค์การแบบใดทั้งนี้เพื่อบรรลุสู่ความเป็นเลิศเหนือคู่แข่ง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วข้อความเรื่องภารกิจขององค์การจะประกอบไปด้วย ข้อความที่บ่งบอกถึงคุณค่าทางปรัชญาสำคัญที่ผู้บริหารตัดสินใจกระทำ ซึ่งแสดงถึงพันธะของบริษัทที่มีต่อเป้าหมายและสอดคล้องกับคุณค่าของผู้บริหาร นอกจากนี้แล้วภารกิจยังจะสร้างสภาพแวดล้อมในการกำหนดกลยุทธ์อีกด้วย

เป้าหมาย (Gold) คือการบอกถึงสิ่งที่องค์การปรารถนาให้เกิดขึ้นในอนาคต และพยามบรรลุ โดยมีการกำหนดให้ชัดเจน กระชับ ตรงจุด และสามารรถวัดได้ ทั้งนี้การกำหนดเป้าหมายจะมีการกำหนดให้ชัดเจนขึ้นกว่าการกำหนดภารกิจว่าจะต้องทำสิ่งใด

2. การประเมินองค์การและสภาพแวดล้อม (Environment Scanning)

ในการประเมินสภาพแวดล้อมขององค์การนั้นจะประกอบไปด้วยการประเมินสภาพแวดล้อมภายนอก และการประเมินสภาพแวดล้อมภายใน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค หรือโดยทั่วไปจะเรียกว่าการวิเคราะห์ตามตัวแบบสว็อท (SWOT Analysis) ได้แก่

การวิเคราะห์จุดแข็ง (Strength –S)
การวิเคราะห์จุดอ่อน (Weakness –W)
การวิเคราะห์โอกาส (Opportunity –O)
การวิเคราะห์ภาวะคุกคาม (Threat- T)

2.1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในขององค์การ (Internal Analysis)

การวิเคราะห์ภายในขององค์การนั้น จะทำให้ทราบถึงจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์การ ช่วยให้ประเมินอดีตและแนวโน้มในปัจจุบัน การวิเคราะห์ภายในสามารถทำได้โดยการวิเคราะห์ปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ (Critical success factor) การวิเคราะห์ (Value chain) และวิเคราะห์กระบวนการหลัก (Core business process) ซึ่งจะทำให้องค์การมีความสามารถหลักที่โดดเด่น (Core competency)

• การวิเคราะห์ปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ (Critical success factor) สามารถทำได้โดยการวิเคราะห์ลักษณะของกิจการ ตำแหน่งทางการแข่งขัน สภาพแวดล้อมทั่วไป และการพัฒนาองค์การ

• การวิเคราะห์ห่วงโซ่ค่านิยม (Value chain) เป็นการพยายามเชื่อมโยงกิจกรรมหลัก และกิจกรรมย่อยขององค์การ โดยการพยายามจัดกิจกรรมย่อยให้สนับสนุนกิจกรรมหลัก เพื่อจะสร้างคุณค่าที่สนองตอบกับค่านิยมของลูกค้า โดยสายงานหลักจะทำหน้าที่ในการผลิตกิจกรรมพื้นฐาน ประกอบไปด้วย การนำเข้าวัตถุดิบ การผลิตสินค้าและบริการ การตลาด และการให้บริการลูกค้า ส่วนสายงานสนับสนุนจะทำหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาเทคโนโลยี การการจัดซื้อวัตถุดิบ เนื่องจากการวิเคราะห์ห่วงโซ่ค่านิยม จะทำให้องค์การได้รับรู้ถึงค่านิยมของลูกค้าได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถวิเคราะห์และเชื่อมโยงค่านิยมของลูกค้า เข้าสู่กิจกรรมทุกกิจกรรมขององค์การ

• การวิเคราะห์กระบวนการหลัก (Core business process) และระบบการดำเนินงาน เป็นกระบวนการสร้างคุณค่าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้จัดหาวัตถุดิบ องค์การ และลูกค้าเข้าด้วยกัน โดยมีกระบวนการหลักขององค์การ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

จุดแข็ง : ลักษณะหรือองค์ประกอบขององค์การที่มีสมรรถนะเหนือกว่า
จุดอ่อน : ลักษณะหรือองค์ประกอบขององค์การที่มีสมรรถนะด้อยกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

2.2 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ (External Analysis)

* สภาพแวดล้อมทั่วไป (General Environment) เป็นสภาพแวดล้อมที่มีความสำคัญ แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับองค์การโดยตรงแต่เป็นสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป มีตัวแบบในการพิจารณา คือ PEST Environment ได้แก่

สภาพแวดล้อมด้านการเมือง (Political Environment –P)
สภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ (Economic Environment –E)
สภาพแวดล้อมด้านสังคม (Sociological Environment –S)
สภาพแวดล้อมด้านเทคโนโลยี (Technology Environment –T)

สภาพแวดล้อมทั่วไปสามารถส่งผลกระทบต่อองค์การได้ ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐออกกฎหมายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ก็จะส่งผลดีต่อโอกาสในการดำเนินงานขององค์การ หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วอาจส่งผลให้สินค้ามีความล้าสมัยอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

• สภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน (Task Environment) ไมเคิล อี พอร์ตเตอร์ (Michael E.Poter ) ได้เสนอตัวแบบการวิเคราะห์สภาพการแข่งขัน โดยใช้ตัวแบบที่ชื่อ The Five Compettive Force ซึ่งจะทำให้เราทราบถึงสมรรถภาพคู่แข่งที่เข้ามาใหม่ ทราบความต้องการของลูกค้า สามารถสร้างความร่วมมือกับผู้จัดส่งวัตถุดิบ การระมัดระวังไม่ให้ลูกค้าหันไปให้ความสนใจสินค้าทดแทน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นตัวแบบที่ช่วยในการวิเคราะห์คู่แข่งได้เป็นอย่างดี

• การวิเคราะห์คู่แข่งที่เข้ามาใหม่ (New Entrance) ผู้ที่เข้ามาใหม่มีความมุ่งหวังที่จะเข้ามามีส่วนร่วม หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาด ดังนั้นจึงเป็นภาวะที่คุกคาม ซึ่งจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอุปสรรคที่เข้ามาและภาวะการตอบโต้ขององค์การ โดยสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ที่เข้ามาใหม่ ได้แก่

Ecomies of Scale ความประหยัดที่เกิดจากการผลิตจำนวนมาก (Economies of Scale) ทำให้คู่แข่งต้องมีการผลิตที่มีขนาดใหญ่พอ จึงจะสามารถต่อสู้กับกิจการเดิมได้

ความแตกต่างของสินค้า Differentiation หรือ ขนาดของทุน Capital Requirement เนื่องจากผู้ที่เข้ามาใหม่จะต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงมากในด้านต่าง ๆ เป็นต้น เหล่านี้เป็นตัวอย่างของอุปสรรคสำหรับผู้ที่เข้ามาใหม่ ซึ่งนักบริหารจะต้องสร้างภาวะการตอบโต้ โดยอาศัยความได้เปรียบด้านอุปสรรคของผู้เข้ามาใหม่ในด้านต่าง ๆ

• การวิเคราะห์ผู้ซื้อ (Buyer) ผู้บริหารในองค์การภาครัฐ และภาคเอกชน จะต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า เนื่องจากองค์การจะต้องเผชิญกับอำนาจการต่อรองของลูกค้า ในเรื่องของปริมาณ คุณภาพ และราคา

• การวิเคราะห์ผู้จัดส่งวัตถุดิบ (Supplier) ผู้จัดส่งวัตถุดิบจะมีความสำคัญเนื่องจากองค์การจะต้องเผชิญกับพลังการต่อรองของผู้จัดส่งวัตถุดิบเช่นเดียวกับลูกค้า ดังนั้นผู้บริหารทั้งองค์การภาครัฐและองค์การภาคเอกชน จะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับกับพลังการต่อรองนั้น

• การวิเคราะห์สินค้าทดแทน (Substitute) การมีสินค้าหรือบริการทดแทนทำให้องค์การต่าง ๆ จะต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า ราคา และบริการที่นำเสนอให้กับลูกค้า เนื่องจากการละเลยความสำคัญดังกล่าวจะทำให้องค์การเสียเปรียบต่อคู่แข่งได้

• การวิเคราะห์คู่แข่ง (Rival) คู่แข่งมีความสำคัญอย่างยิ่งที่นักบริหารจะต้องคำนึงถึง เนื่องจากนักบริหารจะต้องใช้กลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง การละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับคู่แข่งจะหมายถึงความพ่ายแพ้

โอกาส : การผสมผสานระหว่างเหตุการณ์ เวลา สถานที่ ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นประโยชน์ต่อองค์การ มาทำให้องค์การมีสมรรถนะที่จะดำเนินการบางอย่างที่เหนือกว่าคู่แข่ง
อุปสรรค : เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และถ้าเกิดขึ้นก็จะทำความเสียหายให้แก่องค์การ

3. การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy Formulation)

การกำหนดกลยุทธ์ เป็นการพัฒนาแผนระยะยาวบนรากฐานของโอกาสและอุปสรรค ที่ได้จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก และการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนที่ได้จาการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน โดยองค์การจะต้องกำหนดและเลือกกลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่เหมาะสมกับองค์การที่สุด ผู้บริหารต้องพยายามตอบคำถามว่าทำอย่างไรองค์การจึงจะไปถึงเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ได้ โดยใช้ความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์การกำหนดเป็นกลยุทธ์ ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงระดับที่แตกต่างกันของกลยุทธ์ด้วย ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 ระดับ คือ

กลยุทธ์ระดับองค์การ (Corporate Strategy)

เป็นกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและบ่งบอกถึงกลยุทธ์โดยรวม และทิศทางในการแข่งขันขององค์การว่า องค์การจะมีการพัฒนาไปสู่ทิศทางใด จะดำเนินงานอย่างไร และจะจัดสรรทรัพยากรไปยังแต่ละหน่วยขององค์การอย่างไร เช่น การดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร การขยายตัวไปในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย เป็นต้น ตัวอย่างเครื่องมือ (Tools) ที่ช่วยในการกำหนดกลยุทธ์ในระดับองค์การ เช่น Boston Consulting Group Matrix, McKinsey 7 – S Framework เป็นต้น

กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy)

เป็นการกำหนดกลยุทธ์ในระดับที่ย่อยลงไป จะมุ่งปรับปรุงฐานะการแข่งขันขององค์การกับคู่แข่ง และระบุถึงวิธีการที่องค์การจะใช้ในการแข่งขัน มุ่งปรับปรุงฐานะการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น โดยอาจรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันไว้ด้วยกัน ภายในหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Business Unit – SBU) เดียวกัน กลยุทธ์ระดับธุรกิจของ SBU นี้จะมุ่งการเพิ่มกำไร (Improving Profitability) และขยายการเติบโต (Growth) ให้มากขึ้น บางครั้งจึงเรียกกลยุทธ์ในระดับนี้ว่ากลยุทธ์การแข่งขัน (Competitive Strategy) ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอยู่ 3 กลยุทธ์ คือ การเป็นผู้นำด้านต้นทุนต่ำ (Cost Leadership) การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) และ การจำกัดขอบเขตหรือการมุ่งเน้นหรือการรวมศูนย์ (Focus Strategy)

กลยุทธ์ระดับปฏิบัติการ (Operational Strategy)

เป็นการกำหนดกลยุทธ์ที่ครอบคลุมวิธีการในการแข่งขัน แก่ผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงาน (Function) ต่าง ๆ มุ่งเน้นให้แผนกงานตามหน้าที่พัฒนากลยุทธ์ขึ้นมา โดยอยู่ภายใต้กรอบของกลยุทธ์ระดับองค์การและกลยุทธ์ระดับธุรกิจ เช่น แผนการผลิต แผนการตลาด แผนการดำเนินงานทั่วไป แผนการด้านทรัพยากรบุคคล แผนการเงิน เป็นต้น

Michel Robert ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างกลยุทธ์ไว้ในหนังสือ e-Strategy ที่อาจแตกต่างไปจากทั่ว ๆ ไปว่า ขั้นตอนในการสร้างกลยุทธ์จะอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด What you do best แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่คู่แข่งขันของเราทำอยู่ (Not what the others do) ซึ่งแนวคิดนี้ใช้ได้ดีทั้งธุรกิจการผลิตและธุรกิจการบริการ โดยมีขั้นตอน 4 ขั้นตอน คือ

1. ระบุแรงขับดัน (Driving Force) ขององค์การ ที่สามารถช่วยให้มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับจุดแข็งที่องค์การมีอยู่ เช่น การที่องค์การมีเทคโนโลยีที่แตกต่าง องค์การสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำสำคัญในการดำเนินงานได้ เป็นต้น

2. สร้างกรอบแนวคิดทางธุรกิจ (Business Concept) อย่างสั้น ๆ เพื่อแสดงว่าจะใช้แรงขับดันนั้นอย่างไร เช่น จะใช้เทคโนโลยีนั้นผลิตสินค้าอะไร จะเจาะจงขายยังภูมิภาคใด

3. ระบุความเชี่ยวชาญขององค์การ (Area of Excellence) ที่เราต้องการ เพื่อนำมาใช้สนับสนุนกลยุทธ์ เช่น อาจจำเป็นต้องปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น หรือการสร้างความชำนาญในการขายและบริการแก่พนักงานขาย เป็นต้น

4. ระบุประเด็นสำคัญ (Critical Issues) หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องและมีความสำคัญ ที่อาจจะต้องถูกปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เอื้อต่อการนำกลยุทธ์ไปดำเนินการ เช่น โครงสร้าง (Structure) กระบวนการหรือระบบ (Process/System) ทักษะและความสามารถ (Skills/Competencies) ระบบการให้ผลตอบแทน (Compensation) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีทฤษฎีที่ว่าด้วยกลยุทธ์ที่สามารถนำมาพิจารณาใช้ได้มากมาย แต่ย่อมไม่มีทฤษฎีหรือแนวทางจัดการใดใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ดังนั้นจึงไม่มีสูตรสำเร็จในการกำหนดกลยุทธ์และสร้างกลยุทธ์ที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ แต่อย่างน้อยในการกำหนด กลยุทธ์นั้นควรจะได้พิจารณาเกณฑ์ต่อไปนี้ประกอบด้วย เช่น

* เป็นกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมภายนอก
* เป็นกลยุทธ์ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
* เป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ในระยะยาว
* เป็นกลยุทธ์ที่มีความยืดหยุ่น เหมาะสม
* เป็นกลยุทธ์ที่เป็นไปได้

4. การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (Strategy Implementation)

การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ คือกระบวนการที่ผู้บริหารแปลงกลยุทธ์และนโยบาย ไปสู่แผนการดำเนินงาน กำหนดรายละเอียดด้านต่าง ๆ เช่น ด้านงบประมาณ หรือวิธีการดำเนินงาน ซึ่งกระบวนการนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภายในด้านวัฒนธรรม โครงสร้าง หรือระบบการบริหาร เพื่อให้สามารถดำเนินการตามกลยุทธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ

1. ขั้นตอนของการกำหนดแผนและการจัดสรรทรัพยากร (Resources Allocation)

2. ขั้นตอนของการปรับโครงสร้างองค์การ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของการใช้กลยุทธ์และการใช้ทรัพยากร เป็นต้น

3. ขั้นตอนของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในส่วนของระบบและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เช่น เรื่องระบบข้อมูลข่าวสาร ระบบบริหารบุคคล (การให้การศึกษา การให้การอบรม การกระตุ้น ส่งเสริมให้บุคลากรในองค์การทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ) เป็นต้น

4. การกระจายกลยุทธ์ (Strategic Deployment) หากองค์การมีการสร้างวิสัยทัศน์ สร้างพันธกิจขึ้นมาแล้ว แต่ไม่ได้มีการดำเนินการก็จะทำให้เกิดการสูญเปล่า (Waste) ได้ เพราะแม้ว่าแผนเหล่านั้นจะเป็นแผนงานที่ถูกจัดทำมาอย่างดี ผ่านการระดมความคิดมาอย่างเข้มข้นเพียงใดก็ตาม หากไม่ลงมือปฏิบัติก็ย่อมไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้น

ดังนั้นเพื่อทำให้เกิดผลจึงจำเป็นต้องมีการกระจายแผนไปยังทุก ๆ ส่วนทั่วทั้งองค์การ โดยต้องสอดประสานกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างชัดเจน และเข้าใจได้ ซึ่งจากเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ (Strategic goals) อาจถูกแปลงเป็นเป้าหมายย่อย (Sub-goals) กำหนดเป็นเป้าหมายประจำปี (Annual goals) จากนั้นจะแตกไปเป็นเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม แต่ละโครงการ

เพื่อให้ทราบว่า เป้าหมายของตนเองที่ชัดเจนนั้นคืออะไร และควรจะดำเนินการที่เรื่องใดก่อน ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานในระดับล่างสุดเข้าใจเป้าหมายที่ไม่คลาดเคลื่อนแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อกระบวนการในการวัดผลที่เหมาะสมด้วย ทั้งยังช่วยให้มีการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมพอดี เพียงเพื่อให้บรรลุผลในแต่ละกลุ่มหรือแต่ละโครงการ นั่นเอง

ความสำเร็จขององค์การนั้นเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการนำกลยุทธ์ไปประยุกต์ปฏิบัติ ทั้งนี้ผู้บริหารควรมีการมอบหมาย และกำหนดแนวทางหรือวิธีการในการปฏิบัติงาน สิ่งที่สำคัญในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการปฏิบัติงานอย่างถ่องแท้

5. การประเมินผลและการควบคุม (Evaluation and Control)

การควบคุมกลยุทธ์ เป็นหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลกลยุทธ์ที่นำไปปฏิบัติ ทั้งนี้ในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัตินั้นมักจะเกิดข้อผิดพลาดที่ต้องการการปรับปรุง เพื่อให้แน่ใจว่ากลยุทธ์นั้นจะก่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่ตรงตามแผนที่ได้ตั้งไว้

การตรวจสอบกลยุทธ์ (Strategic Control) จะมีการวัดผลทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีการกำหนดเกณฑ์และมาตรฐาน โดยมาตรวัดการดำเนินงานที่เหมาะสมกับแต่ละองค์การ ซึ่งในแต่ละองค์การจะมาตรฐานและเกณฑ์การดำเนินงานของตนเอง ทั้งนี้การกำหนดมาตรฐานควรมีความระมัดระวังเพื่อให้สามารถสะท้อนผลการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในการติดตาม ควบคุม และประเมินผลนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลแผนกลยุทธ์โดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องมีบุคลากรที่มีความรับผิดชอบเต็มเวลาที่สามารถทุ่มเทให้กับการติดตามและประเมินผลได้อย่างเต็มที่ หน่วยงานนี้ควรอยู่กับฝ่ายวางแผนที่มีผู้บริหารในฝ่ายอยู่ในระดับผู้บริหารชั้นสูง อย่างไรก็ตามในการดำเนินกลยุทธ์นั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือที่ดีจากทุกฝ่ายตลอดเวลา จึงอาจมีความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนกลยุทธ์ ที่ประกอบด้วยผู้แทนระดับบริหารจากฝ่ายต่าง ๆ ขึ้นร่วมด้วย

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

ตัวเลือกไบนารีและอัตราแลกเปลี่ยน
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: