Braydensgrail Forex ต่อไปนี้แนวโน้มกลยุทธ์

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

Contents

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ได้ผลดีที่สุด

Reading time: 17 minutes

คุณอาจจะเคยได้ยินว่าการเทรดอย่างมีวินัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเทรดให้ประสบความสำเร็จ คำกล่าวนี้เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วหรือยัง ทางหนึ่งก็คือต้องมีกลยุทธ์เทคนิคการเทรดสักหนึ่งกลยุทธ์ให้คุณยึดตามได้ตลอดเวลา ซึ่งกลยุทธ์เทคนิคการเทรดดังกล่าวจะต้องสมเหตุสมผลและมีการทดสอบกับข้อมูลย้อนหลังแล้ว (backtesting) คุณถึงจะมั่นใจได้ว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดดังกล่าวเป็นกลยุทธ์เทคนิคเทรด Forex ที่ได้ผลจริง เมื่อมีความมั่นใจในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแล้วก็จะทำให้คุณปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดนั้น ๆ ได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่การเทรดอย่างมีวินัยนั่นเอง

มีหลายครั้งที่กลยุทธ์ Forex ถูกนำมากล่าวถึง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะพูดถึงแค่เฉพาะวิธีการเทรดอันใดอันหนึ่งซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวของแผนการเทรดทั้งหมด กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยสัญญาณการเข้าเทรดที่จะทำกำไรได้ให้เราเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาประกอบกันไปด้วย ได้แก่

  1. การกำหนดขนาดของสถานะสัญญาซื้อขาย (Position Sizing)
  2. การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
  3. วิธีการออกจากเทรด

กลยุทธ์ Forex และ CFD ที่ดีที่สุดแห่งปี 2020

หากจะให้บอกว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ไหนที่ดีและทำกำไรได้มากที่สุด คงจะไม่ได้มีแค่กลยุทธ์ไหนเพียงกลยุทธ์เดียวที่จะตอบโจทย์นี้ได้ เพราะว่ากลยุทธ์ Forex แต่ละกลยุทธ์ก็จะเหมาะกับแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นคุณจึงต้องคำนึงถึงลักษณะนิสัยของคุณเสียก่อนจึงค่อยมองหาว่ากลยุทธ์ Forex ตัวไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด บางอย่างอาจจะได้ผลดีกับบางคนแต่อาจจะเป็นหายนะสำหรับคุณก็เป็นได้

ในทางกลับกัน กลยุทธ์ Forex ที่หลาย ๆ คนบอกว่าไม่ดีอาจกลับกลายเป็นว่าเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับคุณที่สุดก็ได้เช่นกัน ดังนั้นการทดสอบใช้งานกลยุทธ์ Forex จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้การค้นหากลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่ได้ผลสำหรับคุณมากที่สุด และยังช่วยตัดกลยุทธ์ Forex ที่ไม่ได้ผลสำหรับคุณออกไปด้วย ตัวแปรหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาเป็นหลักเลยก็คือกรอบระยะเวลาในสไตล์การเทรดของคุณ

MetaTrader Supreme Edition – Admiral Markets

รู้หรือไม่ว่าที่ Admiral Markets เรามี MetaTrader เวอร์ชั่นอัพเกรดที่จะยกระดับความสามารถในการเทรดของคุณให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น วันนี้คุณสามารถเทรดด้วย MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ในเวอร์ชั่นขั้นสูงซึ่งมีฟีเจอร์การใช้งานเพิ่มเติมสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเมทริกซ์สหสัมพันธ์ (correlation metrix) ซึ่งทำให้คุณสามารถดูและเปรียบเทียบคู่สกุลเงินต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์ และวิดเจ็ต Mini Trader ที่ให้คุณทำการซื้อและขายได้ในหน้าต่างย่อยในขณะที่ยังสามารถทำงานอื่น ๆ ที่จำเป็นไปได้พร้อม ๆ กัน

สไตล์การเทรดนั้นมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน (ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทความนี้) โดยมีตั้งแต่กรอบเวลาระยะสั้นไปจนถึงกรอบเวลาระยะยาว ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา และยังเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 อีกด้วย เทรดเดอร์ Forex ที่ดีจะต้องมีความเข้าใจในสไตล์และกลยุทธ์แบบต่าง ๆ เมื่อจะหาวิธีการเทรด Forex ที่ได้ผลและประสบความสำเร็จให้กับตัวเอง ด้วยความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวนี้เท่านั้น จึงจะสามารถเลือกสไตล์และกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดและเหมาะกับภาวะตลาดปัจจุบัน

  • การเทรดแบบ Scalping – เป็นการเทรดแบบทำกำไรในระยะสั้น ๆ ซึ่งอาจใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น เทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Scalping จะรีบปิดออเดอร์เพื่อให้ได้ค่าสเปรด bid/offer ที่ต่ำ และช้อนเอากำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กลยุทธ์นี้มักจะใช้ Tick chart ซึ่งมีให้ใช้งานใน MetaTrader 4 Supreme Edition ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มเทรดนี้ยังมีอินดิเคเตอร์ Forex อันเยี่ยมยอดสำหรับการเทรดแบบ Scalping ให้เลือกใช้งานอีกหลายตัวด้วย กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Forex-1 นาที ก็นับเป็นตัวอย่างของการเทรดในสไตล์นี้ด้วยเช่นกัน
  • การเทรดแบบ Day trading – เป็นการเทรดที่เทรดเดอร์จะปิดออเดอร์และออกจากการเทรดก่อนที่จะหมดเวลาทำการเทรดของวัน การเทรดสไตล์นี้จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของตลาดในชั่วข้ามคืน กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Day trading นั้นถือเป็นกลยุทธ์ Forex ที่ดีมากสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ โดยอาจทำการเทรดในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง และตั้งค่าแท่งกราฟราคาเป็นแบบ 1 หรือ 2 นาที กลยุทธ์ Forex แบบ 50-pips ต่อวันเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่งของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Day trading
  • การเทรดแบบ Swing trading – เป็นการเทรดที่มีการเปิดสถานะค้างไว้หลาย ๆ วัน โดยที่เทรดเดอร์ตั้งเป้าที่จะทำกำไรจากรูปแบบราคาระยะสั้น เทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Swing trading มักจะดูแท่งกราฟราคาทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงหรือทุกชั่วโมง
  • การเทรดแบบ Positional trading – เป็นการเทรดตามเทรนด์ในระยะยาว โดยตั้งเป้าที่จะทำกำไรให้ได้มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาครั้งใหญ่ เทรดเดอร์ที่เลือกลงทุนในระยะยาวมักจะดูที่ราคาปิดในกราฟราคารายวัน กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Positional trading ที่ดีจะต้องอาศัยความอดทนและวินัยในการเทรดจากเทรดเดอร์เป็นสำคัญ นอกจากนี้ตัวเทรดเดอร์เองยังต้องมีความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของตลาดมากพอด้วย

กลยุทธ์ Forex แบบทำกำไร 50-Pips ต่อวัน

กลยุทธ์นี้จะใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงเปิดตลาดใหม่ ๆ ของคู่สกุลเงินที่มีการซื้อขายสูง อย่างเช่นคู่สกุลเงิน GBPUSD และ EURUSD เป็นคู่สุกลเงินที่เหมาะกับกลยุทธ์ Forex นี้เป็นที่สุด หลังจากจบแท่งเทียน 7am GMT เทรดเดอร์จะเปิดคำสั่งไว้ 2 คำสั่งและเปิดคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าแบบตรงกันข้ามอีก 2 คำสั่ง เมื่อหนึ่งในนั้นถูกดำเนินการจากการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้น คำสั่งอื่น ๆ ที่เปิดไว้ก็จะถูกยกเลิกไปโดยอัตโนมัติ

เป้าหมายกำไรจะถูกตั้งไว้ที่ 50 pips และคำสั่งหยุดขาดทุนจะถูกไว้ในช่วงระหว่าง 5 ถึง 10 pips ในระดับเหนือกว่าหรือต่ำกว่าแท่งเทียน 7am GMT หลังจากที่เริ่มก่อตัว การทำเช่นนี้จะช่วยในการบริหารความเสี่ยงได้ เมื่อมีการตั้งเงื่อนไขดังกล่าวไว้แล้ว ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าตลาดจะดำเนินไปในทิศทางใด การเทรดทั้งแบบ Day trading และ Scalping ต่างก็เป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบระยะสั้น ซึ่งสิ่งที่ต้องพึงระวังไว้ก็คือการเทรดแบบระยะสั้นนั้นมีความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

กลยุทธ์ Forex แบบเทรดรายวัน

เทรดเดอร์ Forex ที่ดีจะเชื่อข้อมูลกราฟรายวันมากกว่ากลยุทธ์การเทรดที่กรอบระยะเวลาสั้นกว่า หากเปรียบเทียบกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex 1-ชั่วโมง หรือแม้แต่กรอบระยะเวลาที่สั้นกว่า กับกราฟรายวัน จะเห็นว่ามีสัญญาณรบกวนของตลาด (market noise) น้อยกว่าในกราฟรายวัน โดยกราฟในลักษณะนี้ที่มีสัญญาณรบกวนของตลาดน้อยอาจทำให้คุณทำกำไรได้ถึงกว่า 100-pups ต่อวันเลยทีเดียวในกรอบเวลาระยะยาวขึ้น

สัญญาณการเทรดที่ได้ก็มีความน่าเชื่อถือมากกว่าและยังมีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้มากกว่ามากด้วย ซึ่งในการเทรดแบบนี้ เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องไปกังวลในเรื่องของข่าวประจำวันหรือการผันผวนของราคาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระหว่างวัน โดยวิธีการเทรดวิธีนี้จะมีหลักการ 3 ประการด้วยกัน คือ

  1. ระบุเทรนด์ให้ได้: ตลาดจะมีการโน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่งและจะแข็งแรงขึ้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลักสำคัญประการแรกของการเทรดในสไตล์นี้ก็คือต้องหาการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เกิดขึ้นค่อนข้างมากในตลาด Forex ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะสามารถระบุเทรนด์ของตลาด Forex ได้ก็คือต้องศึกษาข้อมูลตลาด Forex 180 period ขั้นตอนต่อไปก็คือระบุ Swing high และ Swing low เมื่อมีข้อมูลของราคาดังกล่าวแล้วและเอามาปรับใช้ในกราฟราคาปัจจุบัน ก็จะทำให้สามารถระบุทิศทางของตลาดได้
  2. ต้องโฟกัสอยู่ตลอด: ในจุดนี้คือต้องมีความอดทน ซึ่งจะทำให้คุณสามารถเอาชนะความต้องการที่อยากจะเข้าตลาดเดี๋ยวนั้นทันทีไปได้ เพราะการเทรดที่ดีให้ได้กำไรจะต้องรู้ว่าตอนไหนควรรอและเก็บเงินทุนเอาไว้สำหรับโอกาสที่จะทำกำไรได้มากกว่า
  3. ใช้เลเวอเรจต่ำและกำหนดจุดหยุดขาดทุนให้กว้าง: ควรระวังการแกว่งตัวของราคาอย่างรุนแรงในระหว่างวัน เลือกใช้จุดหยุดขาดทุนที่กว้างไว้จะดีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณเอาเงินลงทุนไปเสี่ยงเป็นจำนวนมากตามไปด้วย

แม้ว่าจะมีคำแนะนำในเรื่องของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดมากมายสำหรับเทรดเดอร์ FX มืออาชีพ แต่กลยุทธ์ Forex ที่ดีที่สุดที่จะทำให้ได้กำไรอย่างสม่ำเสมอจะได้ผลก็ต่อเมื่อมีการฝึกฝนจนชำนาญแล้วเท่านั้น ต่อไปนี้เป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดอื่น ๆ ที่คุณอาจนำไปลองใช้ได้

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex แบบ 1-ชั่วโมง

ในที่นี้คุณจะใช้ประโยชน์จากกรอบระยะเวลา 60-นาที ซึ่งคู่สกุลเงินที่จะเทรดด้วยกลยุทธ์นี้ได้ง่ายที่สุด ได้แก่ EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD และ AUD/USD โดยจะต้องใช้อินดิเคเตอร์ 100-pips momentum และ indicator arrow ซึ่งจะพบได้ใน MetaTrader 4

คุณจะสามารถเข้าเทรดสถานะ long (ซื้อ) ได้ก็ต่อเมื่อตรงตามหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  • อินดิเคเตอร์ 100-pips momentum ส่งสัญญาณซื้อ (Buy) เมื่อเส้นสีน้ำเงินทะลุผ่านเส้นสีแดงขึ้นไปจากด้านล่าง
  • Indicator arrow ส่งสัญญาณลูกศรสีเขียว

ในกรณีนี้ คุณอาจจะวางจุดหยุดขาดทุนไว้ต่ำกว่าเส้นอินดิเคเตอร์สีแดงหรือเส้นแนวรับล่าสุด คุณอาจจะปิดคำสั่งเทรดหลังจากทำกำไรได้ 30-pips หรือจะช้อนเอากำไรเมื่อ indicator arrow ส่งสัญญาณลูกศรสีแดงก็ได้

คุณจะสามารถเข้าเทรดสถานะ short (ขาย) ได้ก็ต่อเมื่อตรงตามหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  • อินดิเคเตอร์ 100-pips momentum ส่งสัญญาณขาย (Sell) เมื่อเส้นสีน้ำเงินทะลุเส้นสีแดงลงไปจากด้านบน
  • Indicator arrow ส่งสัญญาณลูกศรสีแดง

ให้วางจุดหยุดขาดทุนไว้เหนือเส้นอินดิเคเตอร์สีแดงหรือเส้นแนวต้านล่าสุด ปิดคำสั่งเทรดหลังจากทำกำไรได้ 30-pips หรือเมื่อ indicator arrow ส่งสัญญาณลูกศรสีเขียว

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex แบบรายสัปดาห์

แม้ว่าเทรดเดอร์ Forex หลาย ๆ คนชอบที่จะเทรดในระหว่างวันมากกว่าเนื่องจากความผันผวนของตลาดเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในกรอบระยะเวลาที่แคบลงได้ แต่กลยุทธ์การเทรด Forex แบบรายสัปดาห์นั้นมีความยืดหยุ่นและมั่นคงกว่า กราฟแท่งเทียนแบบรายสัปดาห์จะให้ข้อมูลตลาดที่ละเอียดยิ่งขึ้น โดยจะประกอบไปด้วยแท่งเทียนรายวัน 5 แท่ง และการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มตลาดตามจริง กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex แบบรายสัปดาห์จะใช้ขนาดสถานะที่ค่อนข้างต่ำเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไป

สำหรับกลยุทธ์นี้เราจะใช้อินดิเคเตอร์เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential Moving Average หรือ EMA) แท่งเทียนรายวันของวันสุดท้ายของสัปดาห์ก่อนหน้าจะต้องปิดที่ระดับเหนือค่า EMA ทีนี้เราก็ต้องคอยจับตาดูตอนที่ราคาทะลุระดับราคาสูงสุดของสัปดาห์ก่อนหน้า จากนั้นก็วางคำสั่ง Buy stop ที่จบแท่งเทียน H4 ณ ระดับราคาใหม่ที่ทะลุระดับราคาสูงสุดของสัปดาห์ก่อนหน้าไปแล้ว

ส่วนจุดหยุดขาดทุนจะต้องถูกตั้งไว้ใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดที่ใกล้ที่สุด ราว ๆ 50 ถึง 105 pips ค่าสูงสุดก่อนหน้าจะถูกนำมาคำนวณเมื่อระดับต่ำสุดที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่เกือบ ๆ 50 pips ในที่นี้ขอบเขตการเปลี่ยนแปลงของราคาในสัปดาห์ก่อนหน้าจะถูกนำมาคิดเป็นขอบเขตของกำไร

หน้าที่ของการเทรดด้วยพฤติกรรมราคา (Price Action) ในกลยุทธ์ Forex

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นจะถูกนำมาใช้ในแง่ไหนบ้างก็แตกต่างกันไปแล้วแต่เทรดเดอร์แต่ละคน และในขณะเดียวกันกลยุทธ์ Forex จะดีหรือไม่ดีก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานด้วย ซึ่งในส่วนนี้จะถือเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิค เมื่อพูดถึงกลยุทธ์การเทรดค่าสกุลเงินทางเทคนิคแล้วก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สไตล์หลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่ เทรดแบบตามเทรนด์ และเทรดแบบตรงข้ามเทรนด์ โดยทั้งสองกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex นี้ต่างก็มุ่งทำกำไรด้วยการใช้พฤติกรรมราคาเป็นหลัก

ถ้าจะให้พูดถึงพฤติกรรมราคาแล้ว หลักการสำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นแนวรับและแนวต้าน หรือจะให้พูดง่าย ๆ เลยก็คือแนวโน้มของตลาดที่จะมีการกลับตัวของราคาจากจุดต่ำสุดก่อนหน้าและจุดสูงสุดก่อนหน้า แนวรับคือแนวโน้มของตลาดที่จะพุ่งสูงขึ้นจากจุดต่ำสุดก่อนหน้า ส่วนแนวต้านก็คือแนวโน้มของตลาดที่จะตกลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า โดยแนวรับและแนวต้านเกิดขึ้นจากนักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ทิศทางของราคาว่าจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดก่อนหน้า

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าตลาดเข้าใกล้จุดต่ำสุดก่อนหน้า พูดง่าย ๆ เลยก็คือผู้ซื้อจะเข้ากว้านซื้อส่วนที่คิดว่าราคาถูก แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าตลาดเข้าใกล้จุดสูงสุดก่อนหน้า ก็คือผู้ขายจะเทขายส่วนที่คิดว่าราคาแพงหรือในจุดที่คิดว่าเหมาะกับการช้อนทำกำไร ดังนั้นจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดก่อนหน้าจึงเป็นเหมือนหน่วยมาตรฐานในการประเมินราคาปัจจุบัน

ระดับแนวรับและแนวต้านที่สามารถคาดการณ์ทิศทางตลาดได้นั้นเกิดขึ้นจริงตามทฤษฎี เนื่องจากนักลงทุนในตลาดจะคอยจนกว่าจะเกิดพฤติกรรมราคารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขึ้นในระดับแนวรับและแนวต้านเพื่อทำการเทรดตามนั้น ส่งผลให้ตลาดดำเนินไปในทิศทางที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้นั่นเอง

แต่ก็มีข้อพึงระวัง 3 ประการที่ไม่ควรมองข้าม ดังนี้

  1. ระดับแนวรับและแนวต้านไม่ใช่หลักเกณฑ์ตายตัว แต่เป็นเพียงแค่ผลลัพธ์โดยทั่วไปที่มักจะเกิดจากพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด
  2. ระบบการเทรดแบบตามเทรนด์จะเน้นทำกำไรในช่วงที่เลยช่วงเวลาที่เกิดแนวรับและแนวต้านไปแล้ว
  3. สไตล์การเทรดแบบตรงข้ามเทรนด์จะตรงข้ามกับการเทรดแบบตามเทรนด์ คือจะขายเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ และซื้อเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่

กลยุทธ์ Forex แบบเทรดตามเทรนด์

บางครั้งทิศทางของตลาดก็อาจเกิดขึ้นแบบเกินคาด คืออาจจะเปลี่ยนแปลงโดยลงไปต่ำกว่าแนวรับหรือขึ้นไปสูงกว่าแนวต้านจนเกิดเป็นเทรนด์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อเลยช่วงเวลาที่เกิดแนวรับไปแล้ว และราคาปรับตัวไปที่จุดต่ำสุดใหม่ ผู้ซื้อก็จะเริ่มหยุดซื้อ เนื่องจากเห็นว่าราคาที่ปรับตัวลดลงเริ่มทรงตัวและต้องการรอให้ราคาปรับไปถึงระดับต่ำสุดที่จะเป็นไปได้เสียก่อน ในขณะเดียวกันก็จะมีเทรดเดอร์ที่ตื่นกลัวรีบเทขายหรือต้องปิดสถานะเนื่องจากพอร์ตถูกล้าง

เทรนด์จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีการหยุดขายและผู้ซื้อเริ่มมั่นใจว่าราคาจะไม่ลดต่ำลงไปกว่านี้แล้ว กลยุทธ์การเทรดแบบตามเทรนด์นั้นคือเทรดเดอร์จะเข้าซื้อเมื่อราคาทะลุแนวต้านและแรงขายไป แล้วตกลงมาที่ระดับแนวรับ

เทรนด์ของตลาดอาจจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและยืดเยื้อกินเวลานาน เนื่องจากกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex นี้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของราคาเป็นสำคัญจึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดด้วยเช่นกัน ระบบการเทรดแบบตามเทรนด์จะใช้อินดิเคเตอร์ในการแจ้งเตือนเมื่อเกิดเทรนด์ใหม่ขึ้น แต่ก็ไม่ได้การันตี 100% ว่าจะเกิดขึ้นตามนั้นอย่างแน่นอน

ถ้าอินดิเคเตอร์สามารถบ่งบอกเวลาที่มีโอกาสที่เทรนด์เริ่มก่อตัวขึ้นได้ละก็ ถือว่าเป็นประโยชน์ในการเทรดเป็นอย่างมาก การแจ้งเตือนว่าอาจมีเทรนด์เริ่มก่อตัวขึ้นเรียกว่า ‘breakout’ โดยจะเป็นตอนที่ราคามีการเคลื่อนไหวทะลุขึ้นไปสูงกว่าระดับราคาสูงสุดหรือลงต่ำกว่าระดับราคาต่ำสุดในช่วงเวลาตามจำนวนวันที่กำหนดไว้สำหรับดูข้อมูล ตัวอย่างเช่น breakout ของระยะเวลา 20 วันเป็นไปในทิศทางขาขึ้น หมายถึงราคาพุ่งสูงขึ้นไปทะลุระดับราคาสูงสุดในช่วงระยะเวลา 20 วันที่ผ่านมา

ระบบการเทรดแบบตามเทรนด์จะต้องมีการควบคุมอารมณ์ในการเทรดให้ได้ด้วย เพราะเป็นการเทรดในระยะเวลานาน ซึ่งในระหว่างนั้นผลกำไรอาจจะหายไปได้หากเกิดการแกว่งตัวของราคาในตลาด เมื่อตลาดมีความผันผวน เราจะเห็นการแกว่งตัวของราคาได้ชัดเจนกว่าเทรนด์ ดังนั้นระบบการเทรดแบบตามเทรนด์จึงเป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่เหมาะที่สุดสำหรับตลาด Forex ที่เป็นเทรนด์แต่ผันผวนไม่มากนัก

ตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของกลยุทธ์การเทรดแบบตามเทรนด์ก็คือระบบ Donchian Trend ซึ่ง Donchian channel นั้นถูกคิดค้นขึ้นมาจากนักเทรดฟิวเจอร์สที่ชื่อ Richard Donchian โดย Donchian channel เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้ระบุการเริ่มเกิดเทรนด์ คุณสามารถปรับพารามิเตอร์ Donchian channel ได้ตามความเหมาะสม แต่สำหรับตัวอย่างนี้เราจะดูที่กรอบระยะเวลา 20 วัน

โดยหลักแล้ว Donchian channel จะให้คำแนะนำในการเทรดอยู่ 2 อย่างด้วยกัน คือ

  • ซื้อเมื่อราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้นไปเหนือระดับราคาสูงสุดในช่วง 20 วันก่อนหน้า
  • ขายเมื่อราคาปรับตัวลดลงไปต่ำกว่าระดับราคาต่ำสุดในช่วง 20 วันก่อนหน้า

นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์ในการเทรดเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่งเมื่อภาวะของตลาดเหมาะกับระบบการเทรดดังกล่าว หลักเกณฑ์ดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อกรองเอา breakout ที่ตรงข้ามกับเทรนด์ในระยะยาว หรือจะให้กล่าวสั้น ๆ ก็คือให้ดูเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MA) แบบ 25-วัน กับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 300-วัน ทิศทางของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะเวลาสั้นกว่าจะบ่งบอกแนวทางการเทรดให้กับคุณ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้จะบอกว่าคุณสามารถเทรด

  • short ถ้าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 25-วันอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 300-วัน
  • long ถ้าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 25-วันอยู่สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 300-วัน

การออกจากเทรดก็จะทำในแบบเดียวกันกับการเข้าเทรด แต่จะใช้กรอบระยะเวลาแค่ 10 วัน หมายความว่าถ้าคุณเปิดสถานะ long แล้วราคาตลาดปรับตัวลงไปต่ำกว่าระดับราคาต่ำสุดในช่วง 10 วันก่อนหน้า คุณอาจจะต้องทำการขายเพื่อออกจากเทรด หรือในทางตรงกันข้าม

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex แบบ 4-ชั่วโมง

หนึ่งในกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่มีประโยชน์และได้ผลอย่างมากก็คือกลยุทธ์การเทรดตามเทรนด์แบบ 4 ชั่วโมง แต่กรอบระยะเวลา 4 ชั่วโมงนั้นจะเหมาะกับเทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Swing Trading มากกว่า กลยุทธ์นี้จะใช้กราฟแบบ 4 ชั่วโมงเป็นกราฟ base ในการค้นหาบริเวณที่มีสัญญาณการเทรดที่จะทำกำไรได้ ส่วนกราฟแบบ 1 ชั่วโมงจะเป็นกราฟ signal ใช้เป็นตัวค้นหาจุดที่จะเปิดสถานะสัญญาซื้อขาย

ข้อควรระวังคือกรอบระยะเวลาสำหรับหาสัญญาณการเทรดในกราฟ signal ควรจะมีระยะเวลาน้อยกว่ากราฟ base อย่างน้อย 1 ชั่วโมง โดยจะมีการเลือกใช้เส้น MA 2 ชุดด้วยกัน ชุดแรกจะเป็นเส้น MA 34-period ส่วนอีกชุดหนึ่งจะเป็นเส้น MA 55-period และเพื่อยืนยันว่าเทรนด์นั้นคุ้มค่าพอที่จะเข้าเทรดหรือไม่ เส้น MA จะต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมราคา

  • ราคาจะยังคงอยู่เหนือเส้น MA
  • เส้น 34-MA จะยังคงอยู่เหนือเส้น 55-MA และยังเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ
  • เส้น MA จะเฉียงขึ้นไปให้ได้นานที่สุดในระหว่างเทรนด์ขาขึ้น
  • ราคาจะยังคงอยู่ต่ำกว่าเส้น MA
  • เส้น 34-MA จะยังคงอยู่ต่ำกว่าเส้น 55-MA และยังเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ
  • เส้น MA จะเฉียงลงไปให้ได้นานที่สุด

เส้น MA จะเป็นตัวแสดงโซนแนวรับในช่วงเทรนด์ขาขึ้น และแสดงโซนแนวต้านในช่วงเทรนด์ขาลง ภายในหรือรอบ ๆ โซนดังกล่าวนี้จะเป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบตามเทรนด์ เรียนรู้ขั้นตอนการเทรดกับเราในหลักสูตรการเรียนรู้ใหม่ล่าสุดอย่าง Forex 101 ที่ยังมีข้อคิดเห็นสำคัญ ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดมืออาชีพให้ด้วย คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อลงทะเบียนฟรี

กลยุทธ์ Forex แบบเทรดตรงข้ามเทรนด์

กลยุทธ์การเทรดตรงข้ามเทรนด์จะยึดหลักความจริงที่ว่า breakout ส่วนใหญ่จะไม่พัฒนาไปเป็นเทรนด์ระยะยาว ดังนั้นเทรดเดอร์จึงใช้กลยุทธ์ดังกล่าวนี้เพื่อหาประโยชน์จากแนวโน้มที่ราคาจะพลิกตัวจากระดับราคาสูงสุดและต่ำสุดก่อนหน้า ในทางทฤษฎี กลยุทธ์การเทรดตรงข้ามเทรนด์ถือเป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ดีที่สุดในการเพิ่มความมั่นใจ เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จค่อนข้างสูง

แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องทำเลยก็คือต้องมีการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมและเคร่งครัด กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex นี้จะใช้ระดับแนวรับและแนวต้านเป็นสำคัญ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการสูญเสียอย่างมากเช่นกันเมื่อผ่านช่วงแนวรับและแนวต้านไปแล้ว ควรมีการติดตามดูตลาดอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งสภาวะตลาดที่เหมาะกับกลยุทธ์นี้ที่สุดคือตลาดที่เสถียรและมีความผันผวน เพราะสภาวะตลาดดังกล่าวจะมีการแกว่งตัวของราคาที่เหมาะสมไม่ออกไปนอกกรอบ แต่ควรพึงระวังไว้ด้วยว่าสภาวะตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ตัวอย่างเช่น ตลาดที่เสถียรและไม่มีการเคลื่อนไหวมากนักอาจจะเริ่มเกิดเทรนด์ขึ้นได้ จากนั้นก็จะเริ่มมีความผันผวนเกิดขึ้นเมื่อเทรนด์เริ่มก่อตัวขึ้น โดยสภาวะของตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดนั้นจะยังไม่แน่นอน คุณควรมองหาเบาะแสที่จะบ่งชี้สภาวะตลาดปัจจุบัน เพื่อตัดสินว่าเหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณหรือไม่

ค้นหากลยุทธ์ Forex ที่เหมาะกับคุณที่สุด

แหล่งที่มา: ตัวอย่างบัญชีทดลองของ Admiral Markets

มีการพัฒนาอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคหลาย ๆ ตัวขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีในการเทรดออนไลน์ที่ล้ำสมัยขึ้นทำให้คนเราสามารถเข้าถึงเครื่องมือและแพลตฟอร์มในการสร้างอินดิเคเตอร์และระบบสำหรับการเทรดของตนเองได้มากยิ่งขึ้น

คุณสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคในส่วนการเรียนรู้ของเราหรือในแพลตฟอร์มเทรดที่เรามีให้บริการ กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ดีที่สุดสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่นั้นควรจะเป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน และใช้ได้ผลในหมู่เทรดเดอร์ Forex ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว คุณจะค้นพบกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่เหมาะกับสไตล์ของคุณที่สุดได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดลองและความล้มเหลวมาแล้วหลาย ๆ ครั้ง ลองเข้าไปทดสอบกลยุทธ์เทคนิคการเทรดได้แบบไร้ความเสี่ยงกับบัญชีทดลองเทรดของเรา

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

ข้อมูลนี้ไม่ใช่และและไม่ควรถือเป็นการแทนคำปรึกษาด้านการลงทุน คำชี้แนะด้านการลงทุน ข้อเสนอหรือคำชักชวนในการทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับตราสารทางการเงินทั้งสิ้น โปรดทราบว่าบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเทรดดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ถึงสภาวะของตลาดในปัจจุบันหรือในอนาคต เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ก่อนตัดสินใจลงทุนใด ๆ คุณควรขอคำแนะนำจากผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินเสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

Trend Slope Торговая стратегия Forex

Remember the first time you saw a forex chart ? Или любой другой торговый график по этому вопросу? When we first start out trading all we see are meaningless bars that goes up and down a graph without any direction at all . Then we wonder how traders make money out of a nonsensical price movement . затем, as we go on our quest and learn about trading and technical analysis , we begin to see things . As we progress , we learn to identify what type of market we are in depending on how price moves . It could either be a range bound market , a trending market , a reversal , or just a choppy market .

Of all the market conditions mentioned above , many traders might agree that a trending market seems to be the most directional type of market condition . We see a trending market and we drool hoping we had entered in the market right at the beginning of the trend . If we just traded at the right moment and held on to the position , we could have had a huge profit . If only we had a way to predict the start of a trend .

The moving average is one of the simplest , most basic indicators , yet it is also one of the most overlooked . Вероятно, из-за своей простоты, many traders either go wild with it or totally ignore its use , looking for something more complex .

One of the best uses for moving averages is during a trending market condition . The moving average has characteristics that are peculiar to it and are very useful during a trending market condition .

в отдельности, a moving average could determine the trend bias of the market based on its slope . Это связано с тем, что цена движется дальше в одном направлении., скользящая средняя также имеет наклон к направлению тренда. Если рынок бычий, скользящее среднее имеет тенденцию к наклону вверх. С другой стороны, если рынок медвежий, скользящие средние имеют тенденцию к наклону вниз.

Ниже приведен пример состояния бычьего и медвежьего рынка, которое привело к наклону скользящей средней.

Есть еще много способов определения направленного смещения рынка или трендового рынка на основе скользящих средних. Другое использование может быть пересечением скользящих средних, разветвление нескольких скользящих средних, или даже просто расположение цены относительно фильтра скользящей средней. Однако, для этой стратегии мы сосредоточимся в основном на использовании наклона скользящей средней.

Концепция Торговая стратегия

Как обсуждалось ранее, moving averages have the tendency to slope during a trending market condition . По этой причине, we will use this knowledge to our advantage .

Мы будем использовать Направление линии склона custom indicator as our main indicator . This indicator is based on a moving average which changes color based on the slope of the indicator . If the market has a bullish bias , the indicator turns light blue , while if the market has a bearish bias , then the indicator turns tomato color . We will be using this changing of color as both an entry trigger and filter .

In addition to the above custom indicator , we will also be using the TrendLineReg пользовательский индикатор. This indicator plots a histogram on a separate window based on its assessment of the trend . Positive histogram bars are said to be bullish while negative histogram bars are considered bearish . Это также будет служить триггером входа и фильтром в сочетании с Направление линии склона индикатор. Сделки на покупку совершаются на пересечении баров гистограммы выше нуля, в то время как сделки на продажу принимаются, когда гистограмма пересекает ноль ниже нуля..

Период времени: 5 минут, 15-мин, 30-минутные и часовые графики

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดสำหรับปี 2020

Reading time: 44 minutes

ม่ว่าการที่มีกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพมาช่วยในการนำทางการเทรดในตลาดการเงินนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรด รวมไปถึงการตัดสินใจลงทุนให้กับคุณได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่อะไรละที่ถือเป็นเทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพ และยิ่งไปกว่านั้นคือคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือเทคนิคการเทรดยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีที่สามารถนำมาใช้ช่วยเทรดได้อย่างไร้ความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง

คู่มือแนะนำกลยุทธ์เทคนิคการเทรดนี้จะประกอบไปด้วยเทคนิคการเทรด 6 วิธีด้วยกัน พร้อมทั้งตัวอย่างกลยุทธ์การเทรด 11 ตัวอย่าง รวมไปถึงข้อมูลสำคัญที่มีประโยชน์อย่างมากอย่างวิธีใช้และทดสอบกลยุทธ์การเทรดออนไลน์อีกด้วย

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดคืออะไร

เมื่อทำการเทรดในตลาดการเงินของโลก เป็นหน้าที่ของเทรดเดอร์ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือว่าจะยังไม่เข้าเทรด ซึ่งเครื่องมือที่ช่วยเทรดเดอร์ในการตัดสินใจด้านการเทรดเหล่านี้ก็มีมากมายหลากหลายประเภทด้วยกัน โดยจะมีข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็น ตั้งแต่การวิเคราะห์ข่าวประกาศหรือข้อมูลพื้นฐานบริษัท, การแจ้งเตือนความผิดปกติทางสถิติโดยใช้คลังข้อมูลย้อนหลัง หรือแค่เพียงใช้การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคในการศึกษาพฤติกรรมที่ผ่านมาของผู้ซื้อขายในตลาดโดยใช้กราฟราคา

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดจะถูกใช้เพื่อรวบรัดขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ให้ตรงจุดขึ้นด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์หรือหลักการหนึ่ง ๆ ขึ้นมาใช้ทำการตัดสินใจเทรด อย่างไรก็ตามกลยุทธ์และเทคนิคการเทรดจำนวนละลานตาที่มีอยู่นั้นอาจจะมากมายเกินไปสำหรับเทรดเดอร์ แม้ว่าจะเป็นเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์โชกโชนแค่ไหนก็ตามก็สับสนได้เช่นกัน

องค์ประกอบของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพนั้นควรจะประกอบไปด้วยขั้นตอนในการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของข่าวประกาศ, ภาพรวม ๆ และการทำนายแนวโน้มตลาด (เทรนด์) ที่กำลังจะเกิดขึ้น, อินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อและขายหุ้น, หลักเกณฑ์ในการกำหนดขนาดการเทรด หรือการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตทั้งหมด องค์ประกอบแต่ละตัวจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดและสไตล์การเทรดที่เทรดเดอร์เลือกใช้ ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้ในตัวอย่างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดต่อไปในเนื้อหาด้านล่างนี้

ตลาดการเงินแบบไหนที่ดีที่สุดในการใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดประเภทต่าง ๆ ที่คุณเลือกใช้ได้ คุณควรจะต้องรู้ก่อนว่าตลาดแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับการใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแต่ละแบบ เนื่องจากกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นการรวบรวมเอาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ มาช่วยในการตัดสินใจเทรด ดังนั้นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแต่ละแบบก็สามารถปรับแต่งได้ตามลักษณะของตลาดที่ทำการเทรดนั่นเอง

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ถึงเลือกใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดหลาย ๆ แบบในการเทรดตราสารในตลาดการเงินที่ต่างกันไป อาทิเช่น

แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายประเภทที่สามารถใช้เทรดตราสารต่าง ๆ ในตลาดได้ แต่วิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือการเทรด CFD หรือ Contracts for Difference (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) เมื่อเทรด CFD เทรดเดอร์จะสามารถเก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคาได้โดยไม่ต้องครอบครองหลักทรัพย์นั้นจริง ๆ และยังมีข้อดีอีกหลายประการจากการเทรดด้วยวิธีนี้ อาทิเช่น

  • เลเวอเรจ – ลูกค้ารายย่อยสามารถเทรดได้มากถึง 30 เท่าของวงเงินลงทุน และเทรดเดอร์ที่ถูกจัดประเภทเป็นลูกค้ามืออาชีพจะสามารถเทรดได้มากถึง 500 เท่าของวงเงินในบัญชี
  • เทรดในทิศทางใดก็ได้ – สามารถเทรด long (ซื้อ) หรือ short (ขาย) ก็ได้เพื่อทำกำไรในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
  • เข้าถึงตลาดการเงินของโลกได้ – เทรดได้ทั้งตลาด Forex, ตลาดหุ้นหลัก ๆ ของโลก, ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดดัชนีหุ้นหลัก ๆ ของโลก

การเทรด CFD นั้นมีประโยชน์ต่อรูปแบบการเทรดและกลยุทธ์เทคนิคการเทรดส่วนใหญ่ ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้ในบทต่อไป และยังสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทบัญชี CFD ต่าง ๆ ได้ที่นี่ แต่ตอนนี้เรามาดูประเภทกลยุทธ์เทคนิคการเทรดประเภทต่าง ๆ กันก่อนดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

6 ประเภทหลัก ๆ ของกลยุทธ์เทคนิคการเทรด

เทคนิคการเทรดและกลยุทธ์การเทรดนั้นมีหลากหลายประเภทให้เลือกใช้ ถึงแม้ว่าจำนวนของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดเหล่านี้จะมีมากมายจนทำให้สับสน แต่นี่ก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจากทุกพื้นเพและชนชั้นเข้าไปทำการซื้อขายเก็งกำไรในตลาดการเงินนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นการเทรดระยะสั้น การเทรดระยะยาว หรือการลงทุนทั่วไปก็ตาม เทคนิคและวิธีที่เห็นส่วนใหญ่ก็มักจะถูกจัดประเภทเป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดหลัก ๆ ได้ดังนี้

1. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด (Day Trading Strategies)

เดย์เทรดนั้นเป็นรูปแบบการเทรดที่เทรดเดอร์ทำการซื้อและขายหลักทรัพย์หลาย ๆ ครั้งภายในวันเดียว และมักจะทำการปิดสัญญาซื้อขายเพื่อออกจากตลาดภายในวันนั้น อันที่จริงแล้วถือว่ามีโอกาสน้อยมากที่เดย์เทรดเดอร์จะถือสถานะสัญญาแบบข้ามคืนหรือหลาย ๆ วัน กรอบเวลาของกราฟราคาที่นิยมใช้กันมากที่สุดในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดคือ 4-ชั่วโมง, 1-ชั่วโมง, 30-นาที และ 15-นาที

เทรดเดอร์มือใหม่มักเลือกที่จะเทรดแบบเดย์เทรดกันเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเห็นโอกาสที่จะทำกำไรได้หลาย ๆ ครั้งภายในหนึ่งวัน แม้ว่าการเทรดแบบเดย์เทรดดูเหมือนจะทำกำไรได้ไม่น้อย แต่ก็เป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่ฝึกให้เก่งได้ยาก และยังเสี่ยงที่จะขาดทุนก้อนใหญ่หากยังฝึกฝนไม่มากพออีกด้วย จริง ๆ แล้วการตัดสินใจลงทุนทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงหลาย ๆ รายการภายในระยะเวลาสั้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ นอกเสียจากว่าเทรดเดอร์คนนั้น ๆ จะผ่านการฝึกฝนและเตรียมตัวมาอย่างดีแล้วเท่านั้น

วิธีสร้างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด

แม้ว่าการเทรดแบบเดย์เทรดจะไม่ง่ายนัก แต่ก็สามารถเรียนรู้เทคนิคการเทรดและฝึกฝนกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดจนเก่งกาจได้ ไม่ว่าจะเป็นการเทรดหุ้นแบบเดย์เทรดหรือการเทรด Forex แบบเดย์เทรดก็ตามต่างก็มีปัจจัยหลัก ๆ ในการสร้างกลยุทธ์การเทรดแบบเดย์เทรด อาทิเช่น

  1. คุณจะเทรดในตลาดแบบไหน หลาย ๆ คนมักจะเน้นไปที่การเทรดหุ้นแบบเดย์เทรด แต่เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดนั้นสามารถใช้ได้ในตลาดหลักไหนก็ได้ เนื่องจากเดย์เทรดเดอร์จะต้องทำการเทรดหลาย ๆ รายการซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของราคาในระยะเวลาสั้น ๆ ดังนั้นการเลือกเทรดในตลาดที่มีค่าคอมมิชชั่นและค่าสเปรดต่ำจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
  2. กรอบเวลาที่จะเทรดเป็นแบบใด ในการเทรดแบบเดย์เทรดนั้นมีกรอบระยะเวลาให้เลือกหลายแบบ การเลือกกรอบเวลาที่เหมาะกับตัวคุณมากที่สุด จะทำให้คุณคุ้นเคยกับรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาได้ดีขึ้น
  3. จะใช้เครื่องมือใดในการเข้าเทรดและออกจากการเทรด ในการเรียนรู้การเทรดแบบเดย์เทรดนั้น จะมีอินดิเคเตอร์ช่วยในการเทรดหลากหลายตัวให้คุณได้เลือกใช้ ให้เลือกแค่ 1 หรือ 2 ตัวที่คุณรู้วิธีใช้งานจริง ๆ เท่านั้น
  4. วงเงินที่จะยอมเสี่ยงต่อหนึ่งเทรดมากเท่าไหร่ ขนาดการเทรดและการบริหารความเสี่ยงถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเทรด เพราะคุณคงไม่อยากเอาเงินไปเสี่ยงกับการเทรดมากเกินไปเมื่อมีแนวโน้มว่าจะเกิดการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด

คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

กราฟตัวอย่างด้านบนมีการแสดงพฤติกรรมราคาในตลาดหนึ่งตลอดช่วงระยะเวลาการเทรด 2 วัน การจดบันทึกกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเดย์เทรดเดอร์จะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหลาย ๆ ครั้งอย่างไม่มีแบบแผนซึ่งก่อให้เกิดสภาวะตลาดและเทรนด์ของตลาดหลากหลายรูปแบบ (เทรนด์ขาขึ้น, เทรนด์ขาลง และ sideways ที่กราฟราคาเคลื่อนไหวในแนวราบ) โดยแต่ละรูปแบบก็จะต้องใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดที่ต่างกันไป

อินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดอย่างเช่นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving averages) ได้รับความนิยมในหมู่เดย์เทรดเดอร์เนื่องจากสามารถนำมาใช้ในการแยกแยะระหว่างสภาวะตลาดต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ลองมาใส่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ลงไปในกราฟราคาที่ด้านบนอย่างที่เดย์เทรดเดอร์มักจะทำกันดู

เส้นสีน้ำเงินนั้นแสดงถึงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 20 วัน เมื่อทำการสร้างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด เทรดเดอร์จะสามารถใช้ข้อมูลนี้มากำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการเทรดได้ดังนี้

  • เกณฑ์ที่1: เมื่อราคาขยับทะลุขึ้นไปสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้ดูแค่จุดที่จะเปิดสถานะ long หรือซื้อเท่านั้น
  • เกณฑ์ที่2: เมื่อราคาดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้ดูแค่จุดที่จะเปิดสถานะ short หรือขายเท่านั้น

หลักเกณฑ์ 2 อย่างนี้จะช่วยรวบรัดข้อมูลให้ตรงจุดเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุนแบบเดย์เทรด จำนวนหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพหนึ่ง ๆ นั้นจะแตกต่างกันไป อย่างเช่นในตัวอย่างข้างต้นนี้ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ได้ช่วยในการหาทิศทางการเทรด แต่อย่างไรก็ดี เทรดเดอร์ยังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่น ๆ ในการหาเวลาเข้าและออกจากตลาด รวมไปถึงขนาดการเทรดและการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมทั้งหมดด้วย

คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบละเอียดยิ่งขึ้นในส่วนที่กล่าวถึงกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์ และดัชนี หลังจากที่เราได้อธิบายถึงประเภทกลยุทธ์เทคนิคการเทรด 6 ประเภทหลัก ๆ เสร็จแล้ว ต่อจากนี้เราจะกล่าวถึงกลยุทธ์เทคนิคการเทรดประเภทที่ 2 – สวิงเทรด

2. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรด (Swing Trading Strategies)

สวิงเทรด (Swing Trading) คืออะไร สวิงเทรดก็คือวิธีการที่เทรดเดอร์เข้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยมีการถือสถานะสัญญาเป็นเวลาหลาย ๆ วันหรืออาจจะเป็นสัปดาห์ก็ได้ในบางกรณี เทรดเดอร์แบบสวิงเทรดหรือที่รู้จักกันว่าเป็นนักเทรดตามแนวโน้ม (Trend-following trader) มักจะใช้กราฟราคารายวันในการเข้าเทรดซึ่งมีความสอดคล้องกับเทรนด์ของตลาดโดยรวม

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรดบางแบบจะใช้เพียงการวิเคราะห์ทางเทคนิคของกราฟราคาสำหรับการตัดสินใจเข้าเทรด แต่ตามปกติแล้วกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรดจะใช้ข้อมูลพื้นฐาน หรือการวิเคราะห์หลาย ๆ กรอบเวลาด้วย เนื่องจากต้องใช้รายละเอียดที่มากขึ้นมาช่วยในการวิเคราะห์สำหรับการเทรดที่ต้องถือสถานะสัญญาเป็นเวลาหลายวันหรือนานกว่านั้น

ตัวอย่างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรด

หนึ่งในเทคนิคการเทรดที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษสำหรับสวิงเทรดก็คือการใช้อินดิเคเตอร์ ซึ่งก็มีหลายตัวที่สามารถใช้ได้ โดยแต่ละตัวก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แล้วอินดิเคเตอร์ตัวไหนละที่ดีที่สุดสำหรับสวิงเทรด เทรดเดอร์แบบสวิงเทรดส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้ Stochastic Oscillator, MACD หรือ Relative Strength Index (RSI) ในการระบุแนวโน้มทิศทางของราคา

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรดส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

  1. กราฟแท่งหรือกราฟแท่งเทียนแบบรายวัน หมายถึงกราฟแท่งหรือกราฟแท่งเทียนแต่ละแท่งจะแสดงถึงมูลค่าการเทรดในหนึ่งวัน
  2. ตัวค้นหาเทรนด์(Trend filter) จากตัวอย่างกราฟข้างต้น มีการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 50 วันเป็นตัวค้นหาเทรนด์ โดยมีเส้นสีแดงที่เคลื่อนผ่านแท่งราคาเป็นตัวบ่งชี้
  3. อินดิเคเตอร์ดู overbought และ oversold จากตัวอย่างกราฟข้างต้น มีการใช้อินดิเคเตอร์ Stochastic Oscillator ในการหาสัญญาณซื้อมากเกินไป (overbought) และขายมากเกินไป (oversold) ซึ่งจะพบได้ที่ด้านล่างของกราฟราคา

เนื่องจากกลยุทธ์เทคนิคการเทรดนั้นเป็นเพียงแค่หลักการหรือวิธีการที่ช่วยเทรดเดอร์ในขั้นตอนการตัดสินใจลงทุน จึงสามารถใช้องค์ประกอบ 3 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นในการสร้างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น

  • เกณฑ์ที่1: เมื่อราคาขยับทะลุขึ้นไปสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้เปิดสถานะ long หรือซื้อเท่านั้น เมื่อราคาตลาดดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้เปิดสถานะ short หรือขายเท่านั้น
  • เกณฑ์ที่ 2: ทำการเปิดสถานะ long เมื่ออินดิเคเตอร์ Stochastic Oscillator ดิ่งลงไปต่ำกว่า 20 เท่านั้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ามีการขายมากเกินไป (oversold) และทำการเปิดสถานะ short เมื่ออินดิเคเตอร์ Stochastic Oscillator ทะลุขึ้นไปสูงกว่า 80 เท่านั้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ามีการซื้อมากเกินไป (overbought)

หลักเกณฑ์พื้นฐาน 2 ข้อนี้จะช่วยเทรดเดอร์ในการหาจุดเข้าเทรดซึ่งแสดงโดยกล่องสีเหลืองในกราฟราคาด้านล่างนี้

หลักเกณฑ์ง่าย ๆ ดังที่ได้กล่าวมานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเทรดตามเทรนด์และหาจังหวะเวลาที่จะเข้าเทรดได้ แน่นอนว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรดที่เหมาะสมจะต้องมีการใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อระบุรูปแบบของแท่งกราฟ หรือระบุระดับแนวรับและแนวต้านในการหาจุดราคาที่จะเข้าเทรด รวมถึงการวางคำสั่งหยุดขาดทุนด้วย นอกจากนี้ยังต้องมีการวิเคราะห์กรอบเวลาที่ยาวนานขึ้นเพื่อหาระดับทำกำไร เนื่องจากเทรดเดอร์แบบสวิงเทรดนั้นมักจะถือสถานะสัญญาซื้อขายเป็นเวลาหลายวันหรือมากกว่านั้น

ถ้าหากคุณเลือกใช้อินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมกับสวิงเทรด ก็จะช่วยจัดระบบกลยุทธ์เทคนิคการเทรดโดยรวมได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ต้องมานั่งสับสนว่าอินดิเคเตอร์ตัวไหนบ่งชี้อะไรบ้าง การเตรียมตัวให้พร้อมจึงเป็นกุญแจสู่การเทรดให้ประสบความสำเร็จ

3. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position (Position Trading Strategy)

การเทรดแบบ Position หรือ Position Trading นั้นเป็นสไตล์การเทรดที่เทรดเดอร์จะทำการซื้อขายหลักทรัพย์แบบระยะยาวซึ่งมีการถือสถานะสัญญายาวนานหลาย ๆ สัปดาห์หรือเป็นเดือน ๆ เทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Position Trading นั้นมักจะใช้ข้อมูลจากกราฟรายวัน, รายสัปดาห์ และรายเดือนผนวกเข้ากับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานบางประเภทมาช่วยในการตัดสินใจลงทุน จุดสำคัญก็คือเทรดเดอร์แบบ Position Trading นั้นเป็นนักลงทุนที่มุ่งหวังผลกำไร (active investor) โดยจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับการขึ้นลงของราคาตลาดในระยะสั้น ๆ และจะมีการถือสถานะสัญญาซื้อขายในระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน

จุดสำคัญที่เทรดเดอร์แบบ Position Trading จะมองหาก็คือผลตอบแทนที่ได้จากการเก็งกำไรนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วเทรดเดอร์แบบ Position Trading นั้นจะทำการถือสถานะสัญญาซื้อขายเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน จึงทำให้มักจะต้องเทรดเสียจำนวนเล็กน้อยหลาย ๆ ครั้งก่อนที่จะทำกำไรครั้งใหญ่ได้ในทีเดียว ซึ่งการเทรดแบบนี้ทำให้เทรดเดอร์แบบ Position Trading ต้องเสี่ยงเสียเงินทุนเล็กน้อยต่อการเทรดหนึ่งรายการเพื่อเพิ่มความถี่ของปริมาณการเทรดซึ่งเป็นการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงลงนั่นเอง

ตัวอย่างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position Trading

กราฟของสไตล์การเทรดแบบ Position Trading ส่วนใหญ่ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

  1. กราฟรายวัน ใช้กรอบเวลาแบบรายวันหรือแบบตัวอย่างด้านบน (รายสัปดาห์ หรือรายเดือน)
  2. ตัวค้นหาเทรนด์(Trend filter) จากตัวอย่างกราฟข้างต้น มีการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 100 วันเป็นตัวค้นหาเทรนด์ โดยมีเส้นสีส้มที่เคลื่อนผ่านแท่งราคาเป็นตัวบ่งชี้
  3. อินดิเคเตอร์ Trend reversal momentum (วัดแรงเหวี่ยงราคาในจุดกลับตัวของเทรนด์) จากตัวอย่างกราฟข้างต้น มีการใช้อินดิเคเตอร์ MACD Oscillator เพื่อวัดแรงเหวี่ยงของราคาซึ่งจะพบได้ที่ด้านล่างของกราฟราคา

เนื่องจากกลยุทธ์เทคนิคการเทรดนั้นเป็นเพียงแค่หลักการหรือวิธีการที่ช่วยเทรดเดอร์ในขั้นตอนการตัดสินใจลงทุน จึงสามารถใช้องค์ประกอบ 3 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นในการสร้างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น

  • เกณฑ์ที่1: เมื่อราคาขยับทะลุขึ้นไปสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้เปิดสถานะ long หรือซื้อเท่านั้น เมื่อราคาตลาดตกลงไปต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้เปิดสถานะ short หรือขายเท่านั้น
  • เกณฑ์ที่ 2:ทำการเปิดสถานะ long เมื่ออินดิเคเตอร์ MACD Oscillator อยู่เหนือ 0 เท่านั้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเกิดแรงเหวี่ยงของราคาในทิศทางขาลง (bullish) และทำการเปิดสถานะ short เมื่ออินดิเคเตอร์ MACD Oscillator ดิ่งลงไปต่ำกว่า 0 เท่านั้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเกิดแรงเหวี่ยงของราคาในทิศทางขาขึ้น (bearish)

ในตัวอย่างกราฟข้างต้น ช่วงเวลาที่เกณฑ์ทั้งสองเกณฑ์จะมาบรรจบกันคือราคาขยับขึ้นไปสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 100 วัน และ อินดิเคเตอร์ MACD Oscillator อยู่เหนือ 0 ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึง Trending period ที่ยาวที่สุด อย่างไรก็ดี เทรดเดอร์ยังต้องหาจังหวะเวลาที่เหมาะที่สุดในการส่งคำสั่งเทรด และถึงแม้ว่าจะทำได้อย่างถูกต้องทุกขั้นตอนแล้วก็ตาม แรงเหวี่ยงของราคาอาจเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามก็ได้ซึ่งส่งผลให้เทรดเสียนั่นเอง

แต่ถึงอย่างไรสภาวะตลาดเป็นเทรนด์ในระยะยาวนี่แหละที่เทรดเดอร์แบบ Position Trading พยายามมองหาในการตัดสินใจลงทุน

4. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบอัตโนมัติ (Algorithmic Trading Strategies)

Algorithmic Trading คือวิธีการเทรดที่เทรดเดอร์จะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการเทรด ซึ่งเทรดเดอร์จะเขียนรหัสให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเทรดที่กำหนด Algorithmic Trading ยังรู้จักกันในชื่ออื่น ๆ อย่างเช่น Algo Trading, Automated Trading, Black-box Trading หรือ Robot Trading

เทคนิคการเทรดแบบ Algo Trading นั้นจะพยายามใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยแต่ถี่ ๆ หลาย ๆ ครั้ง เทรดเดอร์มือใหม่หลาย ๆ คนมักจะถูกชักชวนให้เทรดด้วยกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Algorithmic Trading ที่ช่วยทำการเทรดในเวลาที่ไม่อาจทำการเทรดด้วยตนเองได้ แต่การหวังผลกำไรจากการใช้ระบบเทรดอัตโนมัติเช่นนี้ก็มักจะนำไปสู่เคสหลอกลวงหลาย ๆ เคส จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

แม้ว่าเทคนิคการเทรดแบบ Algo Trading มักจะนำไปสู่ความล้มเหลวเสียมากกว่าการประสบความสำเร็จในการเทรด แต่ก็มีเทรดเดอร์จำนวนไม่น้อยที่รู้จักใช้ประโยชน์จาก Algorithmic Trading ควบคู่ไปกับการเทรดด้วยตนเอง ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเทรดเสียน้อยลง เทรดเดอร์หลาย ๆ คนจะใช้อัลกอริธึมในการลงทุนหรือในตลาดหุ้นเพื่อช่วยหาปัจจัยพื้นฐาน หรือปัจจัยทางเทคนิคสำหรับสร้างเทคนิคการเทรดของตนเอง

5. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดตามฤดูกาล (Seasonal Trading Strategies)

การเทรดตามฤดูกาล (Seasonal Trading) เป็นการเทรดบนความเป็นไปได้ที่จะเกิดเทรนด์ (แนวโน้ม) เดิมซ้ำอีกในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี ตลาดการเงินหลาย ๆ ตลาดมักจะมีพฤติกรรมประจำฤดูกาลซึ่งเป็นไปตามสภาพอากาศ, ประกาศด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล และการประกาศรายได้ขององค์กร

เทรดเดอร์ที่เทรดตามฤดูกาลจะใช้รูปแบบตามฤดูกาลของทุก ๆ ปีเหล่านี้เป็นข้อมูลทางสถิติในการเลือกเทรด ดังนั้นถึงแม้ว่าการเทรดตามฤดูกาลจะไม่ใช่การซื้อหรือขายโดยเฉพาะ แต่รูปแบบเวลาตามฤดูกาลนั้นก็ทำให้เทรดเดอร์สามารถมองเห็นภาพโดยรวมที่ต้องการสำหรับกลยุทธ์และเทคนิคการเทรดของตน

เทคนิคการเทรดด้วยกลยุทธ์การลงทุนตามฤดูกาล

หนึ่งในรูปแบบเทคนิคการลงทุนตามฤดูกาลที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และยังถูกใช้เป็นเทคนิคการเทรดหุ้นยอดนิยมด้วยเช่นกัน นั่นก็คือคำกล่าวตั้งแต่สมัยโบราณที่ว่า ‘Sell in May and Go Away’ ซึ่งอธิบายได้ดีถึงการเทรดตามฤดูกาลที่ตลาดหุ้นจะมีความอ่อนแอหรือมีมูลค่าลดลงในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี

จากวารสารการวิเคราะห์ด้านการเงินในปีพ.ศ. 2556 มีกรณีศึกษาหนึ่งที่ทำการสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงระหว่างปีพ.ศ. 2541 ถึงปีพ.ศ. 2555 ซึ่งผลตอบแทนของหุ้นในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนนั้นสูงกว่าในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าสภาวะตลาดจะไม่ดีในช่วงระยะเวลาฤดูร้อนเสมอไป

อย่างไรก็ดี การสังเกตการณ์ดังกล่าวก็ยังพบว่ามีอีกหนึ่งกลยุทธ์เทคนิคการเทรดหุ้นตามฤดูกาลที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน นั่นก็คือปรากฏการณ์ ‘Santa Claus Rally’ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ตลาดหุ้นจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นในช่วงระหว่าง 5 วันทำการสุดท้ายของปีและ 2 วันทำการแรกของปีของตลาดหุ้น สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจก็คือการเทรดตามฤดูกาลแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรมากในเทคนิคการเทรดเลย เทรดเดอร์ที่เทรดตามฤดูกาลยังต้องมองหาอินดิเคเตอร์และเครื่องมืออื่น ๆ มาช่วยเสริมในการหาตลาดที่มีทิศทางที่ชัดเจนในการเทรด และไม่พึ่งเพียงแค่การวิเคราะห์อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

6. เทคนิคการเทรดกับกลยุทธ์การลงทุน (Investing Strategies)

กลยุทธ์การลงทุนและเทคนิคการเทรดนั้นมีความเหมือนกันอยู่ค่อนข้างมากแต่จะมีข้อแตกต่างกันอยู่ประการหนึ่ง คือกลยุทธ์การลงทุนถูกออกแบบมาเพื่อให้นักลงทุนได้ถือสถานะสัญญาซื้อขายในระยะยาว ในขณะที่เทคนิคการเทรดถูกออกแบบมาสำหรับการวางสถานะสัญญาซื้อขายระยะสั้นนั่นเอง

กลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในการลงทุนในหุ้น เนื่องจากตามทฤษฎีแล้ว การเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่มีกำไรจะมีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นได้เรื่อย ๆ แบบไม่มีขีดจำกัด และเมื่อซื้อหุ้นจากบริษัทที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์จะมีขีดจำกัดของราคาที่มีโอกาสจะปรับตัวลง อย่างไรก็ดี ถ้าหากบริษัทนั้น ๆ เกิดล้มละลายขึ้นมาก็หมายความว่านักลงทุนนั้น ๆ ก็ต้องเสียเงินลงทุนทั้งหมดตามไปด้วยเช่นกัน

เมื่อนักลงทุนจะกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการเทรดสำหรับกลยุทธ์การลงทุนของตน เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการลองเลียนแบบรูปแบบราคาของบริษัทเด่น ๆ อย่าง Amazon หรือ Facebook มาทดสอบ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียวเพราะยังมีบริษัทอื่น ๆ อีกมากมายที่นักลงทุนพยายามจะลงทุนโดยใช้สไตล์การเทรดเฉพาะ อาทิเช่น

  • การลงทุนเน้นหุ้นโตเร็ว(Growth Investing) วิธีการสำหรับกลยุทธ์นี้จะเน้นไปที่การลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตเร็วโดยจะมองหาหุ้นตัวที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้มากที่สุด ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่อยู่ในช่วงอิ่มตัวของวัฏจักรธุรกิจของตน ยกตัวอย่างเช่นหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีนั้นดูจะดึงดูดนักลงทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็ว เนื่องจากบริษัทประเภทนี้มักจะเข้าตลาดหุ้นเพื่อระดมเงินทุนเพื่อให้บริษัทนั้นเติบโตมากขึ้น
  • การลงทุนเน้นหุ้นคุณค่า (Value Investing) วิธีการสำหรับกลยุทธ์นี้จะเน้นไปที่การลงทุนในหุ้นคุณค่า คือจะมองหาหุ้นที่ ‘คุ้มค่า’ กับเงินลงทุนมากที่สุด หุ้นโตเร็วนั้นมักจะมีราคาสูงเนื่องจากมีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้มากขึ้นในอนาคต แต่สำหรับหุ้นคุณค่านั้นจะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีราคาหุ้นต่ำ เนื่องจากมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับบริษัท หรือบริษัทมีการบริหารจัดการที่ไม่ค่อยดี โดยนักลงทุนประเภทนี้มักจะรอให้สถานการณ์ของบริษัทเปลี่ยนแปลงและเข้าลงทุนซื้อขายทันทีเมื่อสถานการณ์ของบริษัทกลับมาดีขึ้น

หากคุณกำลังคิดจะลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อสร้างพอร์ต คุณจะต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดมาใช้ในการเทรด และหนึ่งในผลิตภัณฑ์นั้นก็คือ Invest.MT5 ซึ่งให้คุณสามารถลงทุนในหุ้นและ ETF ในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกทั้ง 15 แห่งด้วยแพลตฟอร์มเทรด MetaTrader 5 อีกทั้งยังเพิ่มประโยชน์อื่น ๆ ให้คุณอีกด้วย ทั้งข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ฟรี, อัพเดตสภาวะตลาดแบบพรีเมียม, บริการรักษาบัญชีโดยไม่มีค่าธรรมเนียม, ค่าคอมมิชชั่นในการทำธุรกรรมต่ำ และบริการจ่ายเงินปันผล เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้ก็เริ่มเทรดได้เลย

ตอนนี้คุณก็คงพอเข้าใจใน 6 ประเภทหลัก ๆ ของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแล้ว ต่อไปเราก็จะมาดูการใช้เทคนิคการเทรด Forex, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, ดัชนี และ CFD สำหรับปีนี้ แต่ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้และเริ่มใช้เทคนิคการเทรดเหล่านี้แบบออนไลน์กัน สิ่งสำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือแพลตฟอร์มเทรดที่เหมาะสมที่ให้คุณสามารถเข้าถึงเครื่องมือการเทรดที่ดีที่สุดนั่นเอง

แพลตฟอร์มเทรดที่ดีที่สุดสำหรับการเทรดออนไลน์ด้วยกลยุทธ์เทคนิคการเทรด

การเข้าถึงแพลตฟอร์มเทรดที่เสถียรและปลอดภัยนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการเทรดในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ซึ่งแพลตฟอร์มเทรดที่ดีที่สุดจะต้องให้คุณสามารถดูกราฟราคาย้อนหลังของตราสารที่คุณกำลังเทรดอยู่ได้ รวมถึงให้ข้อมูลคำสั่งซื้อขายที่ส่งไป และบริหารจัดการเทรดของตนได้

ต้องขอบคุณเทคโนโลยีอันล้ำหน้าที่ทำให้ตอนนี้คุณสามารถใช้งานแพลตฟอร์มแสดงกราฟราคาและแพลตฟอร์มจัดการเทรดจากโบรกเกอร์ได้ทั้งหมดในที่เดียวด้วยแพลตฟอร์มเทรด MetaTrader จาก Admiral Markets ซึ่งประกอบไปด้วย

  • MetaTrader 4
  • MetaTrader 5
  • MetaTrader WebTrader
  • MetaTrader Supreme Edition (ปลั๊กอินที่สามารถปรับแต่งได้สำหรับ MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ซึ่งสร้างขึ้นโดย Admiral Markets ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการเทรดมืออาชีพ)

ตัวอย่างหน้าจอของแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 จาก Admiral Markets เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

ด้วยแพลตฟอร์มที่กล่าวถึงในข้างต้น ทำให้คุณสามารถเทรดตราสารได้ทุกประเภทรวมถึงใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดด้วย อาทิเช่น เทคนิคการเทรด Forex, กลยุทธ์การเล่นหุ้น, กลยุทธ์ CFD, กลยุทธ์เทรดสินค้าโภคภัณฑ์ และเทคนิคการเทรดดัชนี โดยคุณสามารถเข้าถึงตราสารได้มากกว่า 8,000 รายการ รวมทั้งข่าวประกาศต่าง ๆ และเครื่องมือเทรดขั้นสูงอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็คือคุณสามารถเข้าถึงคลังขนาดใหญ่ของอินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดซึ่งมีประโยชน์อย่างมากเมื่อต้องติดตามและปรับปรุงกลยุทธ์เทคนิคการเทรดต่าง ๆ ให้เหมาะกับตลาดแต่ละประเภท โดยคุณสามารถเข้าถึงอินดิเคเตอร์ยอดนิยมของโลกได้ฟรีบนทุกแพลตฟอร์ม MetaTrader จาก Admiral Markets อาทิเช่น

  • RSI Indicator
  • Bollinger Bands Indicator
  • MACD Indicator
  • Ichimoku Indicators
  • และอินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดขั้นสูงอีกมากมาย

ที่ Admiral Markets เทรดเดอร์มืออาชีพยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับประสบการณ์การเทรดได้อีกโดยการเสริมความสามารถของแพลตฟอร์ม MetaTrader ด้วยปลั๊กอิน MetaTrader Supreme Edition ซึ่งทำให้เข้าถึงฟีเจอร์การใช้งานพิเศษเพิ่มเติมอย่างอินดิเคเตอร์ขั้นสูง อาทิเช่น เมทริกซ์สหสัมพันธ์ (correlation matrix) ที่ให้คุณเปรียบเทียบและหาความแตกต่างของคู่สกุลเงินต่าง ๆ และยังมีเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมอีกมากมาย อาทิเช่น หน้าต่าง Mini Trader ที่ให้คุณทำการเทรดได้บนหน้าต่างขนาดเล็กพร้อม ๆ ไปกับการทำกิจกรรมประจำวันของคุณในหน้าจอเดียว โดยคุณสามารถใช้งานฟีเจอร์เหล่านี้และอีกมากมายได้เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างแล้วดาวน์โหลดไปใช้งานฟรีได้เลย

ในเมื่อตอนนี้คุณสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มเทรดที่ดีที่สุดแล้ว ทีนี้ก็มาดูกลยุทธ์เทคนิคการเทรดออนไลน์ประเภทต่าง ๆ ที่มีการใช้ในหลาย ๆ ตลาดการเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดประจำปีนี้

เนื้อหาในส่วนนี้จะกล่าวถึงกลยุทธ์เทคนิคการเทรดรูปแบบต่าง ๆ ในตลาดการเงินต่าง ๆ ซึ่งต้องจำไว้ว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพนั้นถูกออกแบบมาเพื่อรวบรัดข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนให้รวบรัดตรงจุดมากขึ้นด้วยการสร้างหลักเกณฑ์หรือวิธีการเพื่อเป็นแนวทางในการเทรดนั่นเอง

เทรดเดอร์มือใหม่ส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพนั้นคือเทคนิคที่ทำให้สามารถเทรดได้กำไร 100% และจะใช้เวลาทั้งหมดที่มีไปกับการค้นหาระบบเทคนิคการเทรดดังกล่าวให้เจอ แม้ว่าจะมีเว็บไซต์ที่โฆษณาชวนเชื่อว่ามี ‘ระบบเทคนิคการเทรดที่ดีแบบไร้ที่ติ’ ให้กับผู้ที่ยังมีความรู้ไม่มากพออยู่มากมายหลายเว็บไซต์ก็ตาม แต่จงรู้ไว้เลยว่าสิ่งนั้นมันไม่มีจริง

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีหลักการบริหารความเสี่ยงที่ดีและถูกต้องจะทำให้เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องผ่านทั้งการเทรดเสียและเทรดได้หลาย ๆ ครั้งด้วยเช่นกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในตลาด กลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่เราจะกล่าวต่อไปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงโอกาสความเป็นไปได้หลากหลายโอกาสที่เทรดเดอร์จะต้องเจอ รวมไปถึงยังเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเทรดที่มีความละเอียดและรอบคอบมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex

ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศถือเป็นตลาดที่มีความเหมาะสมกับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดเกือบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเดย์เทรด (Day Trading), สวิงเทรด (Swing Trading), การเทรดแบบอัตโนมัติ (Algorithmic Trading) ฯลฯ เนื่องจากตลาด Forex นั้นเปิดทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้ตลาด Forex เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องที่สุดที่เปิดให้มีการซื้อขายได้

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดคู่สกุลเงิน EUR/USD

เนื่องจากตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราเปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตราสารประเภทสกุลเงินอย่าง EUR/USD จึงเกิดสภาวะตลาดหลาย ๆ สภาวะภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ทั้งแนวโน้มราคาขาขึ้น (Uptrend), แนวโน้มราคาขาลง (Downtrend) และแนวโน้มราคาออกข้าง (Sideways) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เทรดเดอร์บางคนเลือกใช้ Bollinger Bands ในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดคู่สกุลเงิน EUR/USD ของตน

Bollinger Bands จะถูกใช้เพื่อบ่งชี้หาตลาดที่มีความเงียบเหงา และมักจะมีแนวโน้มราคาออกข้าง (Sideways) ในขณะเดียวกันก็มองหาตลาดที่มีความผันผวนของราคามากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเป็นเทรนด์ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เครื่องมือ Bollinger Band จะประกอบด้วยเส้น 3 เส้น โดยเส้นตรงกลางคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) แบบ 20 วันใช้คำนวณหาค่าของเส้นบน (Upper Band) กับเส้นล่าง (Lower Band) เส้นสองเส้นดังกล่าวนี้เป็น 2 Standard Deviations (SD หรือค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) จากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) แบบ 20 วัน

เนื่องจากค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) นั้นเป็นการวัดหาความผันผวนของราคา ทำให้หลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใน Bollinger Band จะเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของเส้นบนและเส้นล่าง เช่น

ลองมาดูกราฟราคาในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงของคู่สกุลเงิน EUR/USD ที่มีการใช้อินดิเคเตอร์ Bollinger Bands กันสักหน่อย

กราฟราคาคู่สกุลเงิน EUR/USD แสดงให้เห็นว่าเส้น Bollinger Bands มีการบีบเข้าหากัน คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในกราฟราคาข้างต้น เส้นสีเขียว 3 เส้นคืออินดิเคเตอร์ Bollinger Bands ส่วนกล่องสีเหลืองจะแสดงช่วงระยะเวลาที่เส้น Bollinger Bands มีการบีบตัวเข้าหากัน ในกรณีส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมราคาตลาดจะเป็นไปในทิศทางออกข้าง (Sideways) แต่อยู่ในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน โดยอาจมีช่วงระยะเวลาอื่น ๆ ที่ราคาตลาดออกข้าง (Sideways) แต่เส้น Bollinger Bands กลับไม่บีบตัวเข้าหากัน ซึ่งหมายความว่าส่วนใหญ่แล้วอินดิเคเตอร์มักจะเคลื่อนที่ช้ากว่าราคาตลาดจริง

ทีนี้ลองมาดูช่วงระยะเวลาที่เส้น Bollinger Bands ขยายออกจากกันดูบ้าง

กราฟราคาคู่สกุลเงิน EUR/USD แสดงให้เห็นว่าเส้น Bollinger Bands มีการขยายออกจากกัน

ในกราฟราคาข้างต้นนี้ กล่องสีฟ้าจะแสดงเวลาที่เส้น Bollinger Bands มีการขยายออกจากกัน ในกรณีส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมราคามีการฝ่าทะลุแนวรับ-แนวต้านที่ตั้งไว้เมื่อมีความผันผวนมากขึ้น และเคลื่อนที่ไปในในทิศทางที่เป็นเทรนด์ระยะสั้น ซึ่งจะมีราคาบางจุดขยับขึ้นและขยับลง เมื่อทิศทางราคาตามเทรนด์เหล่านี้มีการขยับของราคาที่มากขึ้น การใช้เส้น Bollinger Bands ที่ขยายออกจากกันมากำหนดหลักเกณฑ์สำหรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex จะมีประโยชน์อย่างมาก

เนื่องจากเส้น Bollinger Bands เป็นตัววัดความผันผวนมากกว่าการบ่งบอกทิศทางของเทรนด์ เทรดเดอร์บางคนจึงมีการใส่ตัวค้นหาเทรนด์ (Trend filter) ลงไปในกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ใช้ Bollinger Bands ด้วย อย่างเช่นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว เป็นต้น เพราะเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หนึ่งจะแสดงราคาเฉลี่ยของแท่งกราฟราคาย้อนหลังจำนวนหนึ่ง ทำให้สามารถระบุทิศทางของราคาโดยรวมได้อย่างรวดเร็วซึ่งมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย ตัวอย่างเช่น

  • เกณฑ์ที่3:เปิดสถานะซื้อหรือ long เท่านั้นเมื่อราคาทะลุขึ้นไปเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียล 200 (200 EMA)
  • เกณฑ์ที่4:เปิดสถานะขายหรือ short เท่านั้นเมื่อราคาดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียล 200 (200 EMA)

เส้นสีส้มในกราฟราคาด้านล่างเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียล 200 (200 EMA) ซึ่งแสดงราคาเฉลี่ยของแท่งกราฟ 200 แท่งในช่วงที่ผ่านมา ในที่นี้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียลชี้ไปในแนวทแยงลง หมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้วราคามีการขยับลงไปเรื่อย ๆ ช่วยให้เรารู้ได้ทันทีว่าเทรนด์โดยรวมเป็นอย่างไร

ส่วนกล่องสีเขียวแสดงถึงช่วงระยะเวลาที่เส้น Bollinger Bands มีการขยายตัวออกจากกัน และราคาดิ่งลงทะลุแนวรับ-แนวต้านที่ตั้งไว้ ซึ่งลงไปต่ำกว่า Bollinger Band เส้นล่างเสียอีก โดยขยับไปในทิศทางของเส้นค่าเฉลี่ยนเคลื่อนที่ระยะยาว

กราฟราคาคู่สกุลเงิน EUR/USD แสดงให้เห็นว่าเส้น Bollinger Bands มีการขยายออกจากกัน และราคาดิ่งทะลุลงไปต่ำกว่าเส้นล่างในทิศทางของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียล 200 (200 EMA)

เมื่อหลักเกณฑ์เพิ่มเติมที่กำหนดขึ้นส่งผลให้ปริมาณของโอกาสในการเทรดลดน้อยลง ก็อาจสรุปได้ว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดนั้น ๆ มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยรวบรัดข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนของเทรดเดอร์ให้ตรงจุดมากขึ้น ในขั้นนี้เทรดเดอร์อาจจะเพิ่มหลักเกณฑ์เข้าไปอีกอย่างเช่นหลักเกณฑ์ระบุราคาเข้าตลาด, ราคาหยุดขาดทุน, ราคาเป้าหมาย และขนาดการเทรดเพื่อรวบรัดข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนให้ตรงจุดยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับโอกาสในการเทรดใด ๆ ที่จะทำต่อไป

อยากจะลองทดสอบกลยุทธ์เทคนิคการเทรดด้วยตัวเองดูไหม สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ Admiral Markets มีบริการเทรด CFD ของคู่สกุลเงินมากกว่า 80 คู่ ทั้ง Forex คู่สกุลเงินหลัก, Forex คู่สกุลเงินรอง, Forex คู่สกุลเงินแปลกใหม่ และอื่น ๆ อีกมากมาย มาเปิดบัญชีเทรดจริงกับเราวันนี้ เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

กลยุทธ์การเล่นหุ้น

ตลาดหุ้นถือเป็นตลาดที่มีความเหมาะสมกับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดเกือบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์สวิงเทรด, กลยุทธ์การเทรดแบบ Position, เทคนิคการเทรดตามเทรนด์, เทคนิคเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และกลยุทธ์การเทรดโดยดูพฤติกรรมตลาด เป็นต้น เนื่องจากนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนมักจะซื้อหุ้นบริษัทเพื่อถือในระยะยาว โดยมุ่งหวังว่าราคาหุ้นนั้นจะสูงขึ้น และเทรนด์สำหรับตลาดนี้ก็มักจะอยู่ในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า

ทั้งเทรดเดอร์และนักลงทุนต่างก็มีการลงทุนในตลาดหุ้นทั้งนั้น โดยใช้หลากหลายกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่กล่าวไว้ข้างต้นมาช่วย นักลงทุนมักจะเข้าซื้อหุ้นจริงของบริษัท แต่เทรดเดอร์มักจะเทรด CFD หุ้นโดยใช้การคาดคะเนทิศทางการขยับของราคาหุ้น (เก็งราคาหุ้น) ซึ่งมีข้อดีอยู่บางประการ อย่างเช่นสามารถเทรดด้วยสถานะ long หรือ short ได้

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position ในหุ้น Netflix

แม้ว่าจะสามารถเทรดหุ้นจากบริษัทเป็นพัน ๆ บริษัทได้ก็ตาม แต่การเลือกเทรดแต่หุ้นของบริษัทที่คุณรู้จักดีและมีการใช้งานหรือใช้บริการของบริษัทนี้อยู่เป็นประจำอยู่แล้วน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด อย่างเช่นเทรดหุ้นของ Apple, Amazon, Facebook, Tesla หรือ Netflix เป็นต้น ถึงแม้ว่าเทรนด์ของหุ้นแต่ละตัวจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีส่วนที่เหมือนกันอยู่ไม่น้อย ซึ่งทำให้สามารถนำกลยุทธ์การเล่นหุ้นเพียงกลยุทธ์เดียว อาทิเช่นกลยุทธ์การเทรดแบบ Position มาใช้เทรดหุ้นระดับโลกได้หลากหลายตัว

กราฟราคาหุ้นของ Netflix ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ถึงปีพ.ศ. 2562 คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในขณะที่กราฟราคาหุ้นด้านบนเป็นหุ้นของบริษัท Netflix แต่ก็อาจจะมีหุ้นตัวอื่นที่มีรูปแบบราคาเหมือนกันก็ได้ เนื่องจากเทรนด์ของราคาหุ้นของบริษัทหนึ่ง ๆ มักจะมีระยะเวลาค่อนข้างนาน (ในกรณีที่มีแรงซื้อสูง) ทำให้เทรดเดอร์หลายคนเลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA) มาช่วยทำกำไรในช่วงระยะเวลาของเทรนด์

หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA)ในกลยุทธ์การเล่นหุ้นก็คือมองหาจุดที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วไปตัดกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าบริเวณเหนือราคาจริงหรือในทางตรงกันข้าม เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วจะอ้างอิงจากมูลค่าราคาหุ้นย้อนหลังที่น้อยกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าซึ่งอ้างอิงจากมูลค่าหุ้นย้อนหลังที่มากกว่า โดยสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ได้ดังนี้

  • เกณฑ์ที่1:เปิดสถานะ long เมื่อเส้น 8 EMA ตัดกับเส้น 21 EMA เหนือราคาจริง
  • เกณฑ์ที่2:เปิดสถานะ short เมื่อเส้น 8 EMA ตัดกับเส้น 21 EMA ด้านล่างราคาจริง

ในกรณีนี้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 8 วัน ส่วนเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 21 วัน ตัวเลขทั้งสองตัวนี้เป็นตัวเลขฟิโบนัชชี (Fibonacci numbers) ซึ่งนิยมใช้กันอย่างมากในการซื้อขายตลาดการเงิน ลองมาดูกันสักนิดว่าค่าดังกล่าวมีรูปร่างเป็นอย่างไรในกราฟราคาหุ้น Netflix

กราฟราคาหุ้น Netflix ที่ใส่เส้น 8 EMA (เส้นสีน้ำเงิน) และเส้น 21 EMA (เส้นสีเหลือง) ลงไป

ในกราฟราคาด้านบน จะเห็นได้ว่ามีการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เหนือราคาจริงอยู่หลายครั้งด้วยกัน ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง ในบางกรณีราคาจะเป็นไปในทิศทางของเทรนด์อยู่ระยะหนึ่ง แต่ในบางกรณีราคาก็อาจจะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้ามก็ได้ ลองดูมาดูจุดตัดของเส้น EMA เพื่อจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

กราฟราคาหุ้น Netflix ที่แสดงจุดตัดของเส้น 8 EMA (เส้นสีน้ำเงิน) กับเส้น 21 EMA (เส้นสีเหลือง)

เส้นแนวตั้งสีแดงแสดงจุดที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วไปตัดกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าที่ด้านล่างราคาจริง ส่วนเส้นแนวตั้งสีเขียวแสดงจุดที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วไปตัดกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าเหนือราคาจริง แล้วสิ่งเหล่านี้สามารถบอกอะไรเราได้บ้าง

  • ช่วงเวลาที่เส้น 8 EMA ตัดกับเส้น 21 EMA ด้านล่างราคาจริงนั้นเกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง โดยมีเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้นที่ราคาตลาดเป็นไปตามเทรนด์ตลาดขาลงเป็นระยะเวลานาน ข้อสังเกตหนึ่งของจุดตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ก็คือมันอาจทำให้คุณเข้าตลาดช้าเกินไป และอาจส่งสัญญาณผิดได้
  • ช่วงเวลาที่เส้น 8 EMA ตัดกับเส้น 21 EMA เหนือราคาจริงนั้นเกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง โดยราคาตลาดเป็นไปตามเทรนด์ตลาดขาขึ้นเกือบตลอดเวลา ในกรณีเช่นนี้แหละที่เทรดเดอร์จะพยายามทำกำไรให้มากขึ้นจากเงินลงทุน

จุดตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการวางกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position ที่มีความเหมาะสมกับเทคนิคการเล่นหุ้นแบบตามเทรนด์ แม้ว่าจะมีการวางจุดหยุดขาดทุนและจุดทำกำไรอย่างรอบคอบแล้วก็ตาม แต่ก็ควรทำความเข้าใจไว้ด้วยว่าเทคนิคการเทรดประเภทนี้มักจะมีการเทรดเสียมากกว่าเทรดได้กำไร ซึ่งเป้าหมายของเทคนิคการเทรดแบบนี้ก็คือการเทรดที่กำไรได้เป็นหลาย ๆ เท่าของเงินลงทุนนั่นเอง

ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือต้องใช้เทคนิคบริหารความเสี่ยงที่ดีเพื่อควบคุมความเสี่ยงต่อหนึ่งเทรดให้ต่ำ ทำให้ไม่เสียเงินลงทุนมากเกินไปเมื่อมีการเทรดเสียหลาย ๆ ครั้งก่อนที่จะเทรดได้กำไรครั้งใหญ่สักครั้งหนึ่ง

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด CFD

CFD (Contract for Diffrerence) หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่างเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถคาดคะเนทิศทางตลาดขาขึ้นหรือขาลงได้ โดยไม่ต้องครอบครองสินทรัพย์อ้างอิงที่กำลังเทรดอยู่จริง ๆ การเทรด CFD นั้นจะมี 2 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นั่นก็คือเทรดเดอร์และโบรกเกอร์ หลักการสำคัญก็คือเมื่อใดก็ตามที่เทรดเดอร์ทำการเปิดสถานะสัญญา long หรือ short นั่นหมายถึงพวกเขาได้ทำข้อตกลงกับโบรกเกอร์ว่าจะจ่ายค่าส่วนต่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิดของหลักทรัพย์ที่ตนเองกำลังเทรดอยู่นั่นเอง

เมื่อเทรด CFD เทรดเดอร์สามารถเข้าและออกจากการเทรดได้อย่างง่ายดายเมื่อเทียบกับการเทรดด้วยผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเทรดเดอร์มากมายถึงเลือกใช้การเทรด CFD ในการเทรดตราสารประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์, พันธบัตร, ETF และคริปโตเคอเรนซี่ และอีกหนึ่งตราสารที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในการเทรด CFD ก็คือการเปิดสถานะขาย (short) ใน Bitcoin

ตามหลักแล้ว ในการเปิดสถานะขาย (short) Bitcoin ผู้ทำการขายชอร์ต (Short seller) จะต้องยืม Bitcoin ที่ไม่ได้เป็นของตนเองมาแล้วทำการขายในราคาตลาดในขณะนั้น ต่อจากนั้นในอนาคตผู้ทำการขายชอร์ต (Short seller) ก็จะซื้อ Bitcoin จำนวนที่ยืมไปมาคืนในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ขายไป ซึ่งกำไรที่ได้ก็จะมาจากส่วนต่างของราคาที่ขายไปกับราคาที่ซื้อกลับคืนมานั่นเอง การเทรด CFD ในปัจจุบันมีขั้นตอนที่ง่ายขึ้นมากเพราะผู้ขายชอร์ต (Short seller) สามารถเปิดแพลตฟอร์มแล้วคลิกขายได้เลยทันที

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด CFD ของ Bitcoin

ตราสารประเภทคริปโตเคอเรนซี่อย่างเช่น Bitcoin ดูจะมีการแกว่งตัวของราคาค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นตลาดที่มีความผันผวนด้วยความที่เป็นตลาดการเงินใหม่นั่นเอง ทำให้ตลาดชนิดนี้มีความเหมาะสมกับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดหลายประเภท ทั้งสวิงเทรด (Swing Trading), การเทรดแบบ Position (Position Trading), เดย์เทรด (Day Trading) และการเทรดแบบ Price Action (Price Action Trading) เป็นต้น

การเทรดแบบ Price Action นั้นก็ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อยเช่นกันในการเทรด CFD ของตราสารอื่น ๆ แล้วการเทรดแบบ Price Action คืออะไรละ หลัก ๆ แล้วก็คือการศึกษารูปแบบพฤติกรรมของราคาเพื่อระบุว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นเพื่อคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ลองมาดูกันสักหน่อยว่าเทคนิคการเทรดแบบ Price Action สำหรับการเทรด CFD ของ Bitcoin ซึ่งรวมถึงการเปิดสถานะ short ใน Bitcoin ด้วยว่าเป็นอย่างไร

กราฟราคา Bitcoin ต่อ USD (BTC/USD) คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

กราฟราคา Bitcoin ต่อ USD (BTC/USD) ข้างต้นแสดงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กโพเนนเชียลแบบ 34 วัน (34 EMA) ที่อยู่บนกราฟ ซึ่งจากเทคนิคการเทรดที่เราได้เรียนรู้มาแล้วข้างต้น เราสามารถใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นตัวค้นหาเทรนด์ (Trend filter) ในหลักเกณฑ์การเทรดของเราได้ดังนี้

  • เกณฑ์ที่1:เปิดสถานะ long เมื่อราคาทะลุขึ้นไปเหนือเส้น 34 EMA
  • เกณฑ์ที่2:เปิดสถานะ short เมื่อราคาดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้น 34 EMA

แม้ว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะให้ Directional bias (การคาดการณ์ทิศทางตลาดในอนาคตจากความคิดเห็นของนักลงทุนเอง) แต่เทรดเดอร์ก็ยังต้องการหลักเกณฑ์บางประการในการหาจังหวะเทรดที่เป็นไปได้ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่เทคนิคการเทรดแบบ Price Action ที่ดูพฤติกรรมราคาจะมีประโยชน์อย่างมาก มีรูปแบบกราฟหลายรูปแบบเลยทีเดียวที่สามารถนำไปใช้ในการเทรดแบบ Price Action โดยสองรูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดก็คือ ‘the hammer’ และ ‘the shooting star’

การเทรดแบบ Price Action ในรูปแบบ the hammer ดังที่แสดงอยู่ด้านบนคือมีสัญญาณ bullish (ขาขึ้น) ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ขายปิดการซื้อขายที่จุดราคาต่ำสุดใหม่ไม่ได้และมีการกลับมาระดมซื้อจากผู้ซื้ออีกทำให้ตลาดปิดใกล้กับจุดราคาสูงสุด

การเทรดแบบ Price Action ในรูปแบบ the shooting star ดังที่แสดงอยู่ด้านบนจะตรงข้ามกับรูปแบบ hammer pattern คือมีสัญญาณ bearish (ขาลง) ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ซื้อปิดการซื้อขายที่จุดราคาสูงสุดใหม่ไม่ได้ และมีการกลับมาเทขายจากผู้ขายอีกทำให้ตลาดปิดใกล้กลับจุดราคาต่ำสุด ทีนี้เราก็จะสามารถเพิ่มรายละเอียดของหลักเกณฑ์เข้าไปได้อีก ดังนี้

  • เกณฑ์ที่1:เปิดสถานะ long เมื่อราคาทะลุขึ้นไปเหนือเส้น 34 EMA และเกิดรูปแบบพฤติกรรมราคา hammer
  • เกณฑ์ที่ 2:เปิดสถานะ short เมื่อราคาดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้น 34 EMA และเกิดรูปแบบพฤติกรรมราคา shooting star

กราฟราคา BTC/USD ที่แสดงให้เห็นรูปแบบราคา shooting star (ในกล่องสีแดง) และรูปแบบราคา hammer (กล่องสีเขียว) และเส้น 34 EMA (เส้นสีม่วง)

ในกราฟราคาด้านบน จะบ่งชี้ให้เห็นการเกิดรูปแบบราคาในเกณฑ์ที่ 1 และเกณฑ์ที่ 2 ในกรณีแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วตลาดจะขยับไปในทิศทางที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และรูปแบบพฤติกรรมราคาบ่งบอกไว้ แต่ก็มีบางกรณีที่หลักเกณฑ์การเทรดของคุณอาจมีประสิทธิภาพน้อยลง และในจุดนี้เองที่จะต้องมีการบริหารความเสี่ยงและการใช้จุดหยุดขาดทุนเพื่อให้สามารถเทรดต่อไปได้ในระยะยาว

ที่การเทรดแบบ Price Action นั้นได้รับความนิยมมาก สาเหตุหนึ่งก็มาจากรูปแบบพฤติกรรมราคานั้นช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุระดับราคาที่จะเข้าเทรดและปิดเทรดเพื่อหยุดขาดทุนได้ ยกตัวอย่างเช่นราคาเข้าเทรดอาจจะเป็นตอนที่ราคาตลาดพุ่งทะลุจุดราคาสูงสุดของรูปแบบราคา hammer หรือดิ่งทะลุจุดราคาต่ำสุดของรูปแบบราคา shooting star ซึ่งจุดหยุดขาดทุนอาจจะอยู่ในด้านตรงข้ามกับรูปแบบราคาที่มีการกำหนดระดับราคาเอาไว้ 1 หรือ 2 เท่าของเงินลงทุน โดยคำนวณจากราคาเข้าเทรดลบด้วยราคาที่เป็นจุดหยุดขาดทุน

การใช้รูปแบบการเทรด Price Action เหล่านี้ควบคู่ไปกับ CFD ทำให้เทรดเดอร์สามารถเทรด Bitcoin ได้ทั้งในสถานะซื้อ (long) และขาย (short) ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ได้เทรดในหลาย ๆ สภาวะตลาดที่แตกต่างกันไปได้

Admiral Markets ให้เทรดเดอร์มืออาชีพสามารถเทรดได้ 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ทั้ง EUR และ Crypto Cross รวมไปถึงยังสามารถเทรด long หรือ short ใน CFD ของคริปโตเคอเรนซี่ใด ๆ ก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องถือครองหลักทรัพย์คริปโตจริง ๆ เทรด CFD ใน BTC/EUR, ETH/EUR, XRP/EUR, BTC/USD และอีกมากมาย

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์

การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่นทองคำ, เงิน และน้ำมันได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่เทรดเดอร์เนื่องจากมักจะเกิดเทรนด์ในทิศทางที่แน่นอนอยู่ระยะหนึ่ง ตราสารการเงินทุกประเภทต่างก็ต้องเจอกับสภาวะตลาดหลากหลายรูปแบบ ณ จุดใดจุดหนึ่ง แต่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้นจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากแรงซื้อและแรงขายที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศ, ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

ประเภทของเทคนิคการเทรดที่ดูจะเหมาะกับการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ก็จะมีกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรด (Swing Trading Strategies), กลยุทธ์เทคนิคการเทรดตามฤดูกาล (Seasonal Trading Strategies) และกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position (Position Trading Strategies) เทรดเดอร์หลายคนผนวกเอาสวิงเทรดมารวมเข้ากับเดย์เทรดเพื่อใช้เทรดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเทรนด์แข็งแกร่งมาก (มีความผันผวนน้อย) ซึ่งทำให้เทรดเดอร์สามารถเลือกใช้กรอบระยะเวลา (timeframe) ที่น้อยลงได้ เช่น กราฟราคา 4 ชั่วโมง มาใช้ในการหาโอกาสเข้าเทรดตามเทรนด์

เทคนิคการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทน้ำมันดิบ Brent

อินดิเคเตอร์ MACD และ RSI เป็นอินดิเคเตอร์ที่ได้รับความนิยมในการช่วยหาตลาดที่กำลังเป็นเทรนด์, ตลาดที่กำลังจะมีการเปลี่ยนทิศทาง และสภาวะตลาดที่มีสัญญาณซื้อมากเกินไปหรือสัญญาณขายมากเกินไป และต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของอินดิเคเตอร์ทั้งสองตัวบนกราฟราคา 4 ชั่วโมงของน้ำมันดิบ Brent

กราฟราคา 4 ชั่วโมงของน้ำมันดิบ Brent ที่มีการใส่อินดิเคเตอร์ MACD และ RSI คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ กราฟราคาดังกล่าวอาจดูเหมือนไม่ได้มีแบบแผนแน่นอนและดูค่อนข้างสับสน ทำให้การใช้เทคนิคการเทรดนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันสามารถช่วยเทรดเดอร์ในการรวบรัดข้อมูลให้ตรงจุดเพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุน ดังนั้นเรามาลองกำหนดหลักเกณฑ์กันเพื่อดูว่ากราฟราคาบอกอะไรเราบ้าง

  • เกณฑ์ที่1:เปิดสถานะ long เมื่อเส้น MACD ทะลุขึ้นไปเหนือเส้น zero line
  • เกณฑ์ที่ 2:เปิดสถานะ short เมื่อเส้น MACD ดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้น zero line

หลัก ๆ แล้ว เส้น MACD จะทำหน้าที่เป็นตัวค้นหาเทรนด์ (trend filter) เพื่อแสดง Directional bias ให้กับเทรดเดอร์ ขั้นตอนต่อไปก็คือมองหาสัญญาณของสภาวะซื้อมากเกินไปหรือสภาวะขายมากเกินไป เพราะนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเข้าเทรด โดยเราสามารถใช้ RSI (ตั้งค่า 4 วัน) มาช่วยกำหนดหลักเกณฑ์ได้ดังนี้

  • เกณฑ์ที่ 3:เปิดสถานะ long เมื่อเส้น RSI อยู่ต่ำกว่า 30 (เส้นสีดำเส้นล่างในหน้าต่างอินดิเคเตอร์ RSI)
  • เกณฑ์ที่4:เปิดสถานะ short เมื่อเส้น RSI อยู่สูงกว่า 30 (เส้นสีดำเส้นบนในหน้าต่างอินดิเคเตอร์ RSI)

เทรดเดอร์สามารถใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับระดับราคาที่จะเข้าเทรดและระดับราคาหยุดขาดทุนอย่างเฉพาะเจาะจงแบบใดแบบหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อหารูปแบบพฤติกรรมราคาอย่าง hammer และ shooting star ก็จะช่วยให้เทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทรดเดอร์บางคนอาจจะลองใช้อินดิเคเตอร์ตัวอื่น ๆ เช่น Average True Range (ATR) เพื่อใช้หาระดับราคาที่จะหยุดขาดทุน ทีนี้เรามาลองดูบริเวณที่เกิดรูปแบบราคาตามหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ที่ได้กำหนดไว้ข้างต้น

กราฟราคา 4 ชั่วโมงของน้ำมันดิบ Brent ที่ใส่อินดิเคเตอร์ MACD และ RSI ลงไปพร้อมตัวอย่างการเทรด

ในกราฟราคาด้านบน กล่องสีเขียวแสดงถึงการเกิดรูปแบบราคาในเกณฑ์ที่ 1 และเกณฑ์ที่ 3 คือเส้น MACD อยู่เหนือเส้น zero line และเส้น RSI อยู่ต่ำกว่าเส้น 70 ส่วนกล่องสีแดงแสดงถึงการเกิดรูปแบบราคาในเกณฑ์ที่ 2 และเกณฑ์ที่ 4 คือเส้น MACD อยู่ต่ำกว่าเส้น zero line และเส้น RSI อยู่เหนือเส้น 30

จุดสำคัญคือหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้จะเหมาะมากกับตลาดที่มีแนวโน้มเทรนด์แข็งแรงมาก ๆ (มีความผันผวนน้อย) อย่างเช่นกราฟราคา 4 ชั่วโมงที่แสดงอยู่ด้านบน การใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเติมลงไปนั้นจะช่วยในการเทรดได้มากขึ้น อย่างเช่นการใส่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ลงไปเพื่อระบุหาทิศทางของราคาที่จะเกิดขึ้นต่อไป อย่างไรก็ดีการเทรดเสียนั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วถ้าหากทิศทางตลาดหรือสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการใช้จุดหยุดขาดทุนและมีเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดดัชนี (Index Trading Strategies)

การเทรดดัชนีนั้นเป็นที่ชื่นชอบทั้งในหมู่เทรดเดอร์ที่เทรดระยะสั้นและเทรดเดอร์ที่เทรดระยะยาวเนื่องจากตลาดดัชนีจะมีสภาวะเป็นเทรนด์แข็งแรง (มีความผันผวนน้อย) ทั้งในกรอบระยะเวลาที่น้อยลงหรือกรอบระยะเวลาที่มากขึ้น ซึ่งทำให้เทคนิคการเทรดดัชนีมักจะมีทั้งกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด, เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรด, เทคนิคการเทรดแบบ Position, เทคนิคการเทรดตามฤดูกาล หรือแม้แต่เทคนิคการเทรดแบบ Hedging ด้วย

เนื่องจากดัชนีระดับโลกนั้นดึงดูดเทรดเดอร์ทุกประเภท ทำให้อินดิเคเตอร์อย่างเช่น RSI, MACD Oscillator, Stochastic Oscillator และ Bollinger Bands ล้วนแต่มีประสิทธิภาพในการเทรดทั้งสิ้นหากใช้ในสภาวะตลาดที่เหมาะสม

แม้ว่าคุณจะสามารถเทรดดัชนีหุ้นระดับโลกต่าง ๆ ได้ถึง 19 ตัว แต่เทรดเดอร์ที่เทรดแบบระยะสั้นก็ยังเลือกที่จะเน้นไปที่ดัชนีหลัก ๆ ของโลกมากกว่า ประกอบด้วย DAX30, FTSE100, SP500, NQ100, DJI30 และ JP225 ซึ่งถือเป็นดัชนีหลักจากยุโรป, เอเชีย และสหรัฐอเมริกา เราลองมาดูกลยุทธ์เทคนิคการเทรดดัชนี DAX30 โดยใช้เทคนิคเดย์เทรดกัน

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดดัชนี DAX30

ในขณะที่เทรดเดอร์บางคนชอบเทรดหุ้นแบบเดย์เทรด แต่ก็ยังมีหลายคนที่ชอบใช้เทคนิคเดย์เทรดในดัชนีตลาดหุ้นด้วยเนื่องจากมีค่าสเปรดและค่าคอมมิชชั่นต่ำ อย่างที่ Admiral Markets เราก็มีให้บริการเทรด CFD ดัชนี DAX30 ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าคอมมิชชั่นและยังมีค่าสเปรดต่ำด้วยการเทรดบนแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

เมื่อจะเทรด CFD ของดัชนี DAX30 แบบเดย์เทรด สิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือการทำเดย์เทรดนั้นจะต้องมีการซื้อขายหรือเทรดหลาย ๆ ครั้งต่อวัน เนื่องจากปริมาณความถี่ในการเทรดยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสเทรดได้กำไรมากเท่านั้น แต่โอกาสเทรดเสียก็มากไม่แพ้กัน ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาดในการใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรด ทีนี้เราจะมากล่าวถึงอินดิเคเตอร์และเทคนิคบางตัวที่เราได้ใช้ในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดต่าง ๆ ที่เราได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ไป ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเทรดดัชนี DAX30 ได้เช่นกัน

กราฟราคา 5 นาทีของ CFD ดัชนี DAX30 ที่ใส่อินดิเคเตอร์ Bollinger Bands , MACD และ 50 EMA เข้าไป คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

กราฟราคาข้างบนนี้แสดงกราฟราคาระยะเวลา 5 นาทีของ CFD ดัชนี DAX30 จากช่วงระยะเวลาหนึ่ง การใช้อินดิเคเตอร์หลาย ๆ ตัวแบบนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุเทรนด์ของตลาดได้ รวมถึงยังช่วยหาจุดเข้าเทรดได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

  • เกณฑ์ที่1:เปิดสถานะ long เมื่อราคาทะลุขึ้นไปสูงกว่าเส้น 50 EMA + เส้น MACD ทะลุขึ้นไปเหนือเส้น zero line + ราคาดีดกลับขึ้นไปจาก Bollinger Band เส้นล่าง
  • เกณฑ์ที่2:เปิดสถานะ short เมื่อราคาร่วงลงไปต่ำกว่าเส้น 50 EMA + เส้น MACD ลงไปอยู่ต่ำกว่าเส้น zero line + ราคาดีดกลับลงมาจาก Bollinger Band เส้นบน

กราฟราคาด้านล่างนี้แสดงให้เห็นถึงสภาวะตลาดที่เกิดขึ้นในเกณฑ์ที่ 1 และเกณฑ์ที่ 2

กราฟราคา 5 นาทีของ CFD ดัชนี DAX30 ที่ใส่อินดิเคเตอร์ Bollinger Bands, MACD, 50 EMA และตัวอย่างการเทรด

จากกราฟนี้ เราจะมองเห็นความผันผวนของราคาได้อย่างชัดเจนในช่วงครึ่งแรกของกราฟราคาได้อย่างชัดเจน การผนวกเอาทั้งเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กโพเนนเชียลและเส้น MACD เข้ามาใช้ช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงสภาวะตลาดผันผวนได้ ดังเช่นที่เกิดในกราฟราคาข้างต้น

ในช่วงกลางของกราฟราคา จะเห็นได้ว่าราคาเริ่มทรงตัว และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนนเชียลกับเส้น MACD นั้นเข้ามาช่วยในการบ่งชี้จังหวะที่สามารถเข้าเทรดได้ 3 จุดด้วยกันในกล่องสีแดง ในขณะที่ราคาในกล่องสีแดงกล่องแรกนั้นเคลื่อนที่จาก Bollinger Band เส้นบนลงไปหา Bollinger Band เส้นล่าง (ซึ่งถือเป็นทิศทางราคาที่เก็งไว้เมื่อเทรด short) ส่วนในกล่องสีแดงที่สองและสามนั้น ราคาไม่ได้เคลื่อนเข้าหา Bollinger Band เส้นล่าง แต่กลับทะลุ Bollinger Band เส้นบนขึ้นไป จึงอาจคาดการณ์ได้ว่าจะมีการเทรดเสีย 2 ครั้งติด ๆ กัน

ส่วนในตอนท้ายของกราฟราคา จะเห็นว่ากราฟราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนนเชียลและเส้น MACD ส่งสัญญาณการเทรด long การตัดสินใจเทรดเมื่อราคามีการเด้งกลับขึ้นมาจาก Bollinger Band เส้นล่างทำให้มีจังหวะที่สามารถเข้าเทรดได้ 2 จุด และมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นไปจนถึง Bollinger Band เส้นบน (ซึ่งถือเป็นทิศทางราคาที่เก็งไว้เมื่อเทรด long)

ในกรณีนี้เทรดเดอร์สามารถใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเข้าไปอีกได้ด้วยการใช้กรอบระยะเวลาที่ยาวขึ้นเพื่อหาเทรนด์ราคาที่ดีที่สุด รวมถึงมีการบริหารพอร์ตและเทคนิคบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมก็จะทำให้เทรดได้กำไรมากขึ้นในขณะที่ลดความเสี่ยงในการเทรดเสียให้น้อยลงด้วย วิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดให้เหมาะสมก็คือการเปิดบัญชีทดลอง แล้วทดลองเทรดจำลองแบบไร้ความเสี่ยง ซึ่งคุณสามารถเริ่มฝึกและปรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดดัชนี DAX30 ได้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่ด้านล่าง

รู้หรือไม่ว่า Admiral Markets ให้บริการเทรดเดอร์มืออาชีพด้วยเงื่อนไขการเทรดดัชนี DAX30 ที่ได้เปรียบที่สุด ใช่แล้ว คุณสามารถเทรด CFD ดัชนี DAX30 โดยไม่มีค่าคอมมิชชั่น รวมทั้งยังสามารถกระจายการลงทุนไปยังหลาย ๆ บริษัทและหลาย ๆ อุตสาหกรรมได้ด้วย คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรด CFD ดัชนี DAX30 ได้เลย

จะเริ่มเทรดและฝึกฝนกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบไร้ความเสี่ยงได้อย่างไร

ในบทความนี้ เราได้เรียนรู้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดประเภทต่าง ๆ มากมายหลายประเภท และวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้เอาทฤษฎีเหล่านี้ไปใช้จริงได้ก็คือการทดลองเทรดแบบไร้ความเสี่ยงซึ่งคุณสามารถฝึกทักษะการเทรด, ปรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดของคุณ รวมถึงเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของตนระหว่างเทรด

เริ่มทดลองเทรดแบบไร้ความเสี่ยงได้เลย ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ไม่กี่คลิก คุณก็เปิดบัญชีทดลองเทรดได้แล้ว หลังจากนั้นก็แค่กรอกชื่อและอีเมลของคุณลงไป เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเพลิดเพลินไปกับประโยชน์ต่าง ๆ อาทิเช่น

  • ความสามารถในการเทรดบนอุปกรณ์ใดก็ได้ (Windows, Mac, Android, iOS ฯลฯ) โดยสามารถเทรดตราสารการเงินได้มากกว่า 8,000 รายการ
  • สัมผัสประสบการณ์การเทรดจริงอย่างเต็มรูปแบบด้วยแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
  • เข้าถึงข้อมูลตลาดและข่าวแบบเรียลไทม์ฟรี
  • ใช้งานได้ฟรี 30 วัน หรือเปิดบัญชีเทรดจริงเพื่อใช้งานได้ตลอดชีพ

เมื่อคุณสามารถเข้าใช้งานได้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ก็น่าจะถึงเวลาที่คุณจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเทรดแล้วรึยัง เปิดบัญชีทดลองเทรดฟรีได้เลยวันนี้ เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

คำสงวนสิทธิ์: ข้อมูลข้างต้นเป็นรายละเอียดเพิ่มเติมที่จัดทำโดยอาศัยข้อมูลการวิเคราะห์ การประเมิน การทำนาย การพยากรณ์ และการประมวลผลหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน (ต่อไปนี้เรียกว่า “บทวิเคราะห์”) ซึ่งมีการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Admiral Markets ก่อนตัดสินใจในการลงทุนใด ๆ กรุณาอ่านรายละเอียดต่อไปนี้ด้วยความระมัดระวัง

  1. ข้อมูลที่ปรากฏนี้เป็นการสื่อสารทางการตลาด บทวิเคราะห์นี้เป็นการเผยแพร่ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลความรู้เพียงอย่างเดียวและจะต้องไม่ถือเป็นการแทนคำปรึกษาหรือคำชี้แนะด้านการลงทุน ข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกจัดทำขึ้นภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมายสำหรับการส่งเสริมความเป็นอิสระในการค้นคว้าวิจัยด้านการลงทุน และไม่เกี่ยวข้องกับข้อห้ามในการทำข้อตกลงก่อนที่จะมีการเผยแพร่บทวิจัยด้านการลงทุน
  2. Admiral Markets จะไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจลงทุนทุกประเภทของลูกค้าแต่ละราย ไม่ว่าจะมาจากเนื้อหาในบทวิเคราะห์หรือไม่ก็ตาม
  3. บทวิเคราะห์ถูกจัดทำขึ้นโดยนักวิเคราะห์อิสระซึ่งเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพและนักวิเคราะห์ (ต่อไปนี้เรียกว่า “ผู้เขียน”) โดยยึดตามการประเมินส่วนบุคคล
  4. เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าของเราและความเป็นกลางของบทวิเคราะห์ Admiral Markets ได้จัดทำกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและจัดการเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
  5. แม้ว่าเราจะทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของเนื้อหาและให้ข้อมูลทั้งหมดที่แสดงอยู่ในเนื้อหานั้นมีความแม่นยำ สมบูรณ์ ความเป็นปัจจุบัน และเข้าใจได้มากที่สุด แต่ Admiral Markets ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลใด ๆ ที่ปรากฏอยู่ในบทวิเคราะห์ ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในข้อมูลที่แสดงถึงผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดผลตอบแทนการลงทุนในอนาคตได้
  6. เนื้อหาในบทวิเคราะห์จะต้องไม่ถือเป็นการให้คำสัญญา การรับประกัน หรือการแสดงเจตนาจาก Admiral Markets ว่าลูกค้าจะได้กำไรจากกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่กล่าวในบทวิเคราะห์ และขอสงวนความรับผิดชอบในการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากข้อมูลที่อยู่ในเนื้อหาบทวิเคราะห์
  7. ผลตอบแทนการลงทุนใด ๆ ในอดีต หรือตัวอย่างผลตอบแทนการลงทุนใด ๆ ของตราสารทางการเงินที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาจะต้องไม่ถือเป็นการให้คำสัญญา การรับประกัน หรือการแสดงเจตนาจาก Admiral Markets ถึงผลตอบแทนการลงทุนในอนาคต มูลค่าของตราสารทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และจะไม่มีการรับประกันมูลค่าหลักทรัพย์
  8. ตัวอย่างที่แสดงอยู่ในบทวิเคราะห์อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การเรียกเก็บภาษี หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับหัวข้อของเนื้อหาที่เผยแพร่ โดยมีการระบุรายการค่าบริการที่เรียกเก็บโดย Admiral Markets อย่างเปิดเผยบนเว็บไซต์ของ Admiral Markets
  9. ผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ (รวมถึงสัญญาซื้อขายส่วนต่างด้วย) ถือเป็นการเก็งกำไร และอาจมีการขาดทุนหรือทำกำไรได้ ก่อนที่คุณจะเริ่มเทรด กรุณาตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีแล้ว
การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

ตัวเลือกไบนารีและอัตราแลกเปลี่ยน
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: