แนวโน้มทิศทางระบบเทรด

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

เล่นหุ้นออนไลน์ forex ขั้นพื้นฐาน

Social Icons

Pages

ผู้ติดตาม

Translate

Sample Text

Random Template

บทความที่ได้รับความนิยม

visit

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตัวอย่างการทำกำไรจากฟอเร็กจากเงิน 5$ เป็น 20480$ ภายใน 1 ปี

ตารางการทำกำไรจากเงินฟรี จาก Marketiva จาก 5$ เป็น 20480 ภายใน หนึ่งปี คุณก็สามารถทำได้ หากทำตามแผนนี้

จากตาราง เป็นแผนการทำกำไรภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเราเริ่มจาก 5 เหรียญ ที่ได้มาฟรีๆจาก Marketiva แถวที่สองเป็นจำนวนจุดต่อเดือน แถวที่สามคือ จำนวนจุดต่อวันและแถวที่สี่เป็นเปอร์เซนต์ของเงินลงทุนของเรา ซึ่งถ้า % เงินลงทุนน้อย จำนวนจุดต่อวันก็จะมาก แต่ถ้า % ของเงินลงทุนเยอะ จำนวนจุด ที่ต้องการต่อวันก็จะน้อยลง ซึ่งก็มีความเสี่ยงมากกว่าด้วยยกตัวอย่างนะครับ เราจะเล่นที่ 5 % ของทุน คือ 0.25 เหรียญคงที่ตลอดระยะเวลา 1เดือนเราต้อง ทำกำไรวันละ 100 จุด (pips) และต้องทำให้ได้ 2000 จุด ภายใน 1 เดือน และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อครบกำหนด 1 ปี เราก็จะมีเงิน 20480 เหรียญ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากโดยที่เราจะต้องสามารถควบคุมอารมณ์และความโลภของเราให้ ได้และศึกษาการใช้เครื่องมือต่างๆ ในการเข้าเทรด เพียงแค่นี้เราก็สามารถทำเงินก้อนใหญ่ได้จากฟอเร็กซ์แล้ว
Credit:www.9professionaltrader.blogspot.com

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทำกำไรForex สร้างกำไร 3 ล้านบาท ใน 10 เดือน

หลายท่านอาจจะเคยเล่นหุ้น มาบ้าง หลักการทำกำไรหลักๆ ก็จะคล้ายกันที่ว่า ซื้อถูก-ขายแพง(พูดง่ายแต่ทำจริงๆ ไม่ง่ายเลย) ในการซื้อ-ขายหุ้นจะซื้อ-ขายเป็นตัวๆ ไป แต่ในตลาด Forex จะต่างจากหุ้น ตรงที่ เราจะดูกันเป็น “คู่” ซื้อเงินสกุลหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ขายเงินอีกสกุลหนึ่งออกไป หรือเป็นการจับคู่แลกเปลี่ยน ซื้อขายค่าสกุลเงิน กำไรก็จะได้มาจากส่วนต่างจากการขายในแต่ละครั้งครับ

ยก ตัวอย่างเช่น EUR/USD คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินยูโรของสหภาพยุโรป กับเงินดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินด้านซ้ายเราเรียกว่า base currency โดยเรามักจะเห็นราคา ซื้อ-ขาย แบบข้างล่างครับ

EUR/USD bid= 1.35000 offer= 1.35007

ถ้าเราสั่ง ซื้อ (เรียกว่า Buy หรือ Long) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order BUY) เราจะได้ราคาที่ offer และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ bid ตัวอย่างเช่น ณ เวลาที่เราเข้า Buy คู่ EUR/USD ราคา offer อยู่ที่ 1.35300 ถ้าเราปิด (close) ทันที เราจะ sell คืนไปที่ราคา bid 1.35000 เท่ากับเราขาดทุนทันที 0.00030 หรือ 30 จุด หรือ pip (ทุกครั้งที่เราเปิดการเทรด เราจะติดลบก่อนเสมอ ในความเป็นจริงคงไม่มีใครซื้อแล้วขายเลยแบบนี้)

เราจะทำกำไรด้วยการ buy ที่ราคา offer ซึ่งก็คือซื้อมาถือไว้ เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น ก็คือรอให้ค่า bid สูงกว่าค่า offer ที่เราเปิด buy ไว้ และเราจะปิด order นี้ โดยการ sell คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ sell อัตโนมัติ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order sell อีกอัน) ไปในราคาที่สูงกว่า (ถ้า sell คืนในราคาต่ำกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ซื้อถูก ขายแพง

เมื่อ เราสั่ง ขาย (เรียกว่า Sell หรือ Short) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order SELL) เราจะได้ราคาที่ bid และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ offer – การ Sell คือการที่เราสั่งโบรกให้ขายออกไปก่อน เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนตกลงมา และเราจะปิด order นี้ โดยการ Buy คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ buy อัตโนมัติครับ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order buy อีกอัน) ไปในราคาที่ต่ำกว่า (ถ้า Buy คืนในราคาสูงกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ขายแพง แล้วซื้อถูก

แต่จะเห็นว่า เราดู จุด หรือ pip กันที่ ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (หรือตำแหน่งที่ 2 ในบางคู่) เราลองมาดู EUR/USD กัน

สมมุติ ว่า เราพิจารณาแล้ว เราเห็นว่า EUR น่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ USD (คือ EUR จะแลก USD ได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป) เราจึงทำการเข้า buy โดยที่เราได้ราคา ที่ 1.3500 (จำได้มั๊ยครับว่าเราจะได้ราคา offer นั่นแปลว่าเมื่อเทียบกับ bid เราจะ -3 นี่คืนส่วนของค่าคอมมิทชั่นของโบรกเกอร์ครับ)

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

เมื่อเวลาผ่านไป ราคาวิ่งขึ้นไป ที่ 1.35500 หรือขึ้นมา 500 จุด แล้วเราเห็นว่าอาจจะไปต่อไม่ไหว จึงปิดทำกำไรที่ จุดนี้ เราจะได้กำไรมา 500 จุด หรือ 500 pips หรือ 0.0500 หน่วยใน base currency ซึ่งในที่นี้คือ 0.0500 USD

น้อยมากใช่ไหมครับ 0.0050 USD = ครึ่งเซ็นต์ หรือประมาณ 17 สตางค์ เท่านั้น นั่นแปลว่าหากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 เลยทีเดียว เป็นเงินที่ไม่น้อยเลย
แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ
เดี๋ยวเรามาดูกันต่อในหัวข้อ Leverage นะครับ ว่าทำไมการมี Leverage ช่วยให้เราทำเงินเยอะ จากการลงทุนที่น้อยกว่าได้อย่างไร

จำ ได้มั๊ยครับว่าจากบทความที่แล้ว จากที่เราสั่งซื้อด้วยเงินเพียง $1 ของเราเอง กำไรมันน้อยนิดมาก ขนาด +50 จุดยังทำเงินได้ 17 สตางค์เอง หากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 เลยทีเดียว มีทุนไม่พอแน่ ทำไงดี ตรงนี้แหล่ะครับที่ Leverage เข้ามามีผล Leverage มีผลกับการ เทรด Forex อย่างไร เรามาดูกัน

Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100 เช่น เราจะสั่งซื้อ EUR มาถือไว้ โดยจะซื้อที่ราคา 1.3502 จำนวน 100 USD (คือได้มา 74.0631 EUR) เราไม่ต้องใช้ 100 USD ครับ เราจะใช้เพียง 1 USD เพื่อแลก 74.0631 EUR มาถือไว้ ซึ่งเมื่อเราขายคืนไปที่ 1.3552 หรือกำไรมา 0.0050 แทนที่เราจะกำไรแค่ นั้น จะกลายเป็นว่าเราจะทำกำไรได้ 0.50 usd แปลว่าเราสามารถทำกำไรได้ 50% จากเงินที่เราลง (เราลงเพียง $1 เพื่อทำกำไร $0.50)

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ว่าเราจะมีเงินพอรึเปล่า เวลามี Leverage แบบนี้ เพราะเวลาเทรดเราจะสั่งเทรดอย่างมาก ไม่เกิน 40% ของทุน (แต่แนะนำที่ 10% ครับ จะได้มีเหลือไว้แก้ตัว) เช่นถ้าเรามีทุน $100 เราก็สั่งเทรดเพียง $10 หรือ 10% (แต่เวลาสั่ง $10 คือ 1,000 unit นะครับ ที่ Leverage 1:100) 10% ที่ใช้ เราจะเรียกว่า used margin เวลาราคาวิ่งขึ้นหรือลง มันจะมาบวก หรือ ลบ ที่ 90% ที่เหลือ หรือที่เรียกว่า available margin หากเราติดลบไปเรื่อยๆ จน available หมด ระบบจะทำการตัดขาดทุน โดยการปิด order นี้ โดยอัตโนมัติ นั่นคือ โบรกเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนแทนเราหรอกครับ

คิดคร่าวๆ คือ เราจะทำกำไร (ขาดทุน) ได้ ประมาณ 1% ต่อ pip จากเงินทุนของเรา (คู่อื่นอาจจะไม่ถึง 1% บางคู่ก็มากกว่า เช่น EUR/GBP ตกประมาณ 2% ครับ)

นั่นหมายความว่า ด้วยทุนเพียง $100 (3,000 บาท) คุณจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $0.10 (สั่งเทรด ) หากทำได้ 100 จุดต่อวัน ก็วันละ $10 หรือ 300 บาท (โดยประมาณ) หรือวันละ 10%

และทุนเพียง $1000 (30,000 บาท) เราจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $10 (สั่งเทรด ) หากทำได้ 100 จุดต่อวัน ก็วันละ $1000 หรือ 3,0000 บาท หรืออาจจะเริ่มเพียง $100 (3000 บาท) โดยจะได้จุดละประมาณ 10 เซ็นต์
ค่อยๆ สะสมไปก็ได้ครับ เพราะมีแล้วคนที่ทำ $1000 จากทุน

ทำ5% ที่ EXNESS (โบรกเกอร์) เป็น $1,000,000 ใน 12 เดือน
ล อง คิดดูเล่นๆู ล่ะกันครับ ถ้าเพียงคุณสามารถทำกำไรได้ 10% ของทุนต่อวัน เพิ่มไปเรื่อยๆ 6 เดือน (120 วันเทรด) จะเป็นเงินเท่าไหร่ จากทุนเพียง $1000 เป็น $463,545.34 หรือ 15,765,541.60 บาท ครับ โอ้ววววว พระเจ้าช่วย (ทำได้แค่ 5% ของไอเดียนี้ก็หรูแล้วครับ)

ปกติ EUR/USD จะไม่แรงมาก ทำวันละ 100-300 จุดได้ หากเป็นบางคู่ เช่น GBP/JYP (ทุกวันนี้ผมเล่น GBP/JYP เป็นหลัก เพราะแรง เร้าใจ) ผมเคยทำได้มากสุด +2500 จุด เพียงช่วงเวลาที่ผมหลับ (เที่ยงคืน) จนมาถึงเวลาที่ผมตื่น (7 โมงครึ่ง) หรือ 250% ของเงินทุนที่ผมเทรด

ที่ (โบรกเกอร์) ให้เราสามารถ up Leverage ได้สูงสุดถึง 1:1000 นั่นแปลว่า เราใช้ทุนตัวเองเพียง $200 ในการเทรด 100,000 unit (หรือ 1 lot จะได้จุดละ $10) เองครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Leverage ก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทั้งทำให้ รวย-จน ได้ในพริบตา Leverage และการที่มันวิ่งขึ้นลงทั้งวัน นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ Forex สนุก และเร้าใจ

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทฤษฎี Elliot Wave

>ทฤษฎี Elliott Wave สร้างขึ้นโดย Ralph Nelson Elliott ซึ่งเขาได้พัฒนามาจากทฤษฎีดาว Down Theory โดยเนื้อหาบทสรุปของทฤษฎีนี้คือ Pattern ของราคาหุ้น , Forex มันจะมีพฤติกรรมเป็นลักษณะลูกคลื่นซึ่งสามารถแจงรายละเอียดในหลักการได้ดังนี้
1. ถ้ามีแรงกระทำย่อมีแรงโต้ตอบ ซึ่งอนุนามในการเล่น forex คือ เมื่อ ราคา forex มีขึ้น มันก็ต้องมีลงและเมื่อมันถึงจุดนึงแล้ว มันก็พร้อมจะขึ้นในรอบต่อไป ซึ่งภาษาที่นักวิเคราะห์หุ้นทั้งหลายเขาเรียกว่า ราคารีบาวน์ (Rebound) และราคาปรับฐาน(Retrace)
2. Elliott Wave ประกอบด้วยลูกคลื่นในขาขึ้น 5 ลูก (1-2-3-4-5) และลูกคลื่นขาลง 3 ลูก (a-b-c) ในขาขึ้นเราเรียกว่า Impulse ส่วนขาลงเราเรียกว่า Correction
3.ในหนึ่งรอบหรือ Cycles ของ Elliott Wave นั้นจะเป็น Series ของ Impulse และ Correction
. จากนิยามข้างต้นสามารถแสดงด้วยกราฟดังด้านล่าง และแนะนำว่าคุณต้องจำ Pattern นี้เอาไว้ให้แม่นยำ wave 1-2-3-4-5-a-b-c

จากกราฟจะเห็นว่าจุดสูงสุดของรอบจะอยู่ที่คลื่นที่ 5 ส่วนจุดเริ่มต้นคือคลื่นลูกที่ 1 ในช่วงที่ราคา Forex เป็นขาขึ้น การขึ้นยังไม่มีแรงเท่าที่ควร เพราะนักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นหรือเล่นฟอเร็กซ์ต่างคอยดูเชิงซึ่งกันและกัน ราคา Forex ก็จะไต่ขึ้นมาที่คลื่นลูกที่ 1 หลังจากนั้น ก็จะมีนักเล่นหุ้นบางกลุ่มที่คอยจังหวะขายหุ้นโดยที่หวังกำไรไม่มากนัก หรืออย่างน้อยก็ขาดทุนไม่มากทำให้หุ้นปรับฐาน(Retrace) ลงมาเล็กน้อยที่คลื่นลูกที่ 2

หลังจากที่ราคาหุ้น, Forex ได้ปรับฐานมาที่คลื่นลูกที่ 2 แล้ว ในช่วงนี้เอง Volume การซื้อขายเริ่มมากขึ้นทำให้นักเล่นหุ้น นักเล่นฟอเร็กซ์อื่นๆมองเห็นแนวโน้มทิศทางของของหุ้นตัวนี้จึงเริ่มเข้าซื้อหุ้นด้วย Volume ที่มาก ทำให้ราคาปรับตัว Rebound สูงมากขึ้น โดยทฤษฎ๊แล้ว คลื่นลูกที่ 3 จะเป็นคลื่นที่สูงที่สุด
ราคาForex ปรับตัวมาที่คลื่นลูกที่ 3 ทำให้นักเล่นฟอเร็กซ์ มีกำไรเป็นกอบเป็นกำจึงเริ่มทะยอยขายหุ้นออกมา ราคาก็เริ่ม retrace มาที่คลื่นลูกที่ 4 การปรับฐานของราคาฟอเร็กมาที่คลื่นลูกที่ 4 นี้ เหมือนว่ามันน่าจะหยุดขึ้นต่อไป แต่ทั้งนี้ยังมันักเล่นหุ้นบางกลุ่มที่ตกขบวนรถไฟและยังมีความเชื่อว่าหุ้นตัวนี้สามารถวิ่งต่อได้จึ่งไล่เข้าซื้ออีกรอบหนึ่ง ทำให้ราคาสามารถวิ่งต่อไปได้จนถึงคลื่นลูกที่ 5 แต่โดยพฤติกรรมแล้ว คลื่นลูกที่ – เนื่องจากความกล้าๆกลัวๆของนักเล่นหุ้นทำให้ตัดขาย หรือกำไรเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว
เมื่อราคาปรับตัวมาที่จุดสูงสุดคือคลื่นลูกที่5 แล้ว และมีการขายทำกำไรกันออกมา ทำให้ราคาหุ้นปรับฐาน(retrace)ลงมาที่ คลื่น a การขายรอบนี้นักลงทุนจะประสานเสียงหรือร่วมมือร่วมใจกันขายหุ้นออกมาปริมาณมากหรือบางครั้งเกิด panic เล็กๆ เมื่อราคาหุ้นปรับฐานมาที่คลื่น a นัีกเล่นหุ้นบางคนจะมองว่าราคาหุ้นมันถูกลงจึงเข้าซื้อทำให้ราคาหุ้น Rebound เล็กน้อยไปที่ คลื่นลูกที่ b แต่การขึ้นครั้งนี้มันขึ้นไม่แรงเพราะมันยังไม่สามารถเอาชนะใจคนอื่นๆได้ พอขึ้นไม่แรงก็ขายดีกว่า ทำให้มีการขายหุ้นกันออกมาทำให้ราคาหุ้นปรับฐานลงมาที่ c

หลังจากจบคลื่น c แล้วก็ถือว่ามันครบรอบหรือ cycle ของห้นอย่างสมบูรณ์ ผมขอทวนนะครับ คลื่น Elliott wave ประกอบด้วยคลื่นขาขึ้น (impulse) คลื่นลูกที่ 1-2-3-4-5 ส่วนหุ้นขาลง (Corection) มีคลื่นลูก a-b-c การเข้าใจพฤติกรรมของหุ้นโดยอาศัยหลักการของ Elliott Wave จะทำให้เรารู้สถานะและแนวโน้มของมัน ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นในการ Trade
จากที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียง basic concept เท่านั้น แต่มันยังมีความซับซ้อนมากกว่านี้ โดยที่หุ้นขาขึ้นลูกที่ 1-2-3-4-5 สามารถรวบเป็นคลื่นลูกที่ 1 และหุ้นขาลง a-b-c สามารถรวบเป็นคลื่นลูกที่ 2 ได้ เช่นกราฟด้านล่าง
การที่หุ้นมันปรับตัว( Rebound ) และ ปรับฐานนั้น (Retrace ) นั้น ถามว่ามันจะขึ้นไปถึงไหน และมันจะลงมาถึงไหน ตรงจุดนี้ทฤษฎีที่อธิบายได้เช่นกันนั้นคือ Fibonacci Number ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สามารถเขียนเป็นหนังสือหรือคู่มือเป็นเล่มหนาประมาณ 1 นิ้วได้ ซึ่งผมไม่สามารถนำมาอธิบายในที่นี้ได้ แต่ก็ขอเอาผลของมันมาใช้เลยดีกว่า
Fibonacci Number เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับธรรมชาติ เป็นตัวเลขที่เรียกได้ว่ามหัศจรรย์เลยทีเดียว ตัวเลขที่เราสามารถมาใช้ได้เลยมีดังนี้
แบบทศนิยม แบบเปอร์เซนต์
0.236 23.60%
0.382 38.20%
0.500 50.00%
0.618 61.80%
0.764 76.40%
1.000 100.00%
1.382 138.20%
1.618 162.80%
2.618 261.80%
4.236 423.60%

หลายคนคงพอจะคุ้นเคยกับตัวเลขพวกนี้บ้างนะครับ อย่างน้อยนักวิเคราะห์หุ้นทั้งหลายสังกัดก็นิยม หรือพูดถึงกันมาเช่น หุ้นกำลังปรับฐานลงมาในระดับ 38.20% ซึ่งก็คือแนวรับที่นักวิเคราะห์จะทำนายได้ว่าราคาหุ้นมันมีแนวรับที่ระดับราคาเท่าไหร่ ซึ่งอันที่จริงนักวิเคราะห์ไม่ใช่หมอดูหรือนักคำนวณที่เก่งกาจเท่าไร เพราะเราสามารถใช้โปรแกรมวิเคราะห์ มาใช้ดูแนวรับแนวต้านโดยใช้ tool ได้มากมาย รวมทั้ง Fibonacci ด้วยครับ
เราลองมาดูตัวอย่าง Fibonacci Number ที่ใช้ใน Metatrader 4 กันเลยนะครับ

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

ตัวเลือกไบนารีและอัตราแลกเปลี่ยน
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: