Passive income มีอะไรบ้าง – 2 รูปแบบกลยุทธ์ รายได้แบบ passive income

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

Contents

Passive Income มีอะไรบ้าง – 2 รูปแบบกลยุทธ์ รายได้แบบ Passive Income

Passive income นั่นคือความฝันของคุณใช่มั้ย? การทำเงินในขณะที่คุณหลับ

รายได้แบบ passive income คือ อะไร? สำหรับนักลงทุน, การมีรายได้แบบ passive income แปลว่า เงินที่คุณได้รับจาก เช่น เงินปันผล และดอกเบี้ย เป็นเงินที่เงินของคุณสร้างรายได้ให้คุณ และนำไปฝากไว้ในบัญชีธนาคารของครอบครัวไม่ว่าคุณจะเพิ่งลุกออกจากเตียงในตอนเช้า เป้าหมายสูงสุดของนักลงทุนส่วนใหญ่คือการสร้างรายได้ที่มากพอที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตที่สะดวกสบายเมื่อเกษียณ เมื่อพวกเขาไม่สามารถรับเงินเดือนอีกต่อไป

สำหรับนักการตลาดและนักขาย รายได้แบบ passive income หมายถึงเงินที่คุณได้รับจากการอ้างอิงที่ประสบความสำเร็จ, โดยการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของผู้อื่นบ่อยครั้งผ่านเครือข่ายพันธมิตร

เมื่อสร้างพอร์ตการลงทุนเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่คุณสามารถใช้เพื่อรักษาหลักสูตร และรวย คือการวัดความสำเร็จของคุณด้วยจำนวนรายได้ที่คุณได้รับในรูปแบบเงินสดและเงินเย็นต่อปี การปฏิบัติตามปรัชญานี้เป็นเรื่องง่ายเพราะคุณสามารถเห็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมของความคืบหน้าของคุณ เมื่อเช็คถูกส่งถึงคุณทางไปรษณีย์หรือฝากเข้าบัญชีธนาคารของคุณโดยตรง

รายได้แบบ Passive Income ตัวอย่าง ที่1 – การใช้หุ้น, เงินปันผล และ กองทุน

การเป็นเจ้าของหุ้น เช่นหุ้น และพันธบัตรเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างรายได้ กลยุทธ์นี้ต้องการวินัยในการบันทึกและลงทุนในตลาดหุ้น เราแนะนำให้ใช้กองทุนดัชนีในรูปแบบของกองทุนรวมหรือกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) การใช้กองทุนดัชนีช่วยให้คุณได้รับความหลากหลายในราคาที่ต่ำมากรวมถึงความเรียบง่ายของกองทุนสองแห่งแทนที่จะเป็นหุ้นจำนวนหนึ่ง กองทุนดัชนี S&P 500 เช่นเดียวกับกองทุนตราสารหนี้ในวงกว้างประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล และเอกชน นอกเหนือไปจากดัชนีความน่าเชื่อถือในการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงถึงการเริ่มต้นที่หลากหลาย

ตัวอย่างของการใช้รายได้แบบ Passive Income เป็นแท่งวัดของคุณ

ลองนึกภาพคุณมีเงินออม $10,000.00 ที่คุณต้องการลงทุนในระยะยาว คุณตัดสินใจซื้อหุ้น General Electric 833 หุ้นในราคา $12.00 ต่อหุ้น สมมติว่าเงินปันผลปัจจุบันต่อหุ้นคือ 12 เซนต์ต่อไตรมาส นั่นคือทุกๆ 90 วันคุณจะได้รับเช็คประมาณ $100 หากคุณมีเงินฝากโดยตรงในตอนท้ายของปีคุณจะมีเงินสดเกือบ $400 ในบัญชี

ในปีหน้า, คุณเก็บเงิน $10,000 คุณเพิ่มเงินสด $400 จากการจ่ายเงินปันผล General Electric ของคุณ เงินสดของคุณเป็น $10,400 เวลานี้คุณต้องการกระจายการลงทุนเพื่อให้คุณซื้อ 74 หุ้นของ Johnson & Johnson ในราคาต่ำกว่า $140 ต่อหุ้น สมมติว่าเงินปันผลประจำปีของพวกเขาคือ $3.60 ต่อหุ้น

ในตอนท้ายของปีที่สอง, คุณกำลังสร้างรายได้แบบพาสซีฟ $400 จากการจ่ายเงินปันผลของ General Electric และ $266 ในรายได้แบบพาสซีฟจากเงินปันผล Johnson & Johnson ของคุณด้วยยอดรวมทั้งหมด $666 คุณเพิกเฉยต่อความผันผวนของตลาดหุ้นทั้งหมดโดยมุ่งเน้นที่สิ่งหนึ่งและสิ่งเดียวเท่านั้น: ไม่ว่าคุณจะได้รับตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินเฟ้อหรือไม่ คุณคิดว่าเป็นเจ้าของธุรกิจระยะยาวไม่ใช่นักเก็งกำไร

อ่านต่อหรือเริ่มเล่นกับเครื่องมือจำลองหุ้น และสังเกตว่า passive income คือ อะไร และ passive income มีอะไรบ้าง แบบเรียลไทม์ เพิ่มเติม, รับอัตราดอกเบี้ยรายปีคงที่ 12% สำหรับยอดเงินในบัญชีของคุณ

รายได้แบบ Passive Income ตัวอย่าง ที่2 – การเทรด (ดอกเบี้ย)

การเทรด คือการเล่นฟอเร็กซ์แบบคลาสสิกเพื่อหารายได้ สังเกตตั้งแต่เริ่มใช้เครื่องมือเลเวอเรจ, และขึ้นอยู่กับการคาดการณ์แนวโน้มสกุลเงินของคุณอย่างถูกต้อง ดังนั้นการเทรด เพื่อผู้ลงทุนที่เข้าใจการใช้ leverage มากขึ้น และมีความเสี่ยง และทักษะการจัดการเงินเพื่อจัดการกับมัน นักลงทุนแบบ passive income ที่ไม่มีเวลาหรือความเชี่ยวชาญควรใช้ การเทรดแบบบัญชีที่มีคนจัดการหรือการ copy trade หากคุณต้องการเทรดด้วยตัวเอง, ก่อนอื่นให้สร้างผลกำไรสี่ถึงหกสัปดาห์โดยใช้บัญชีฝึกหัด, จากนั้นคุณสามารถพิจารณาทำการซื้อขายของคุณเองได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

  • ซื้อสกุลเงินที่จ่ายผลตอบแทนประจำปีที่สูงขึ้น และรับดอกเบี้ยนั้นจ่ายทุกวันเข้าสู่บัญชีของคุณ
  • ขายตัวที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า และจ่ายส่วนรายวันของดอกเบี้ยรายปีนั้น
  • การหารายได้แบบ passive income จากส่วนต่าง

นั่นหมายความว่าคุณจะเข้าตำแหน่ง long เป็นคู่ที่มีสกุลเงินฐานที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าสกุลเงินอ้างอิง (เช่น AUDJPY) หรือเข้าตำแหน่ง short เป็นคู่ที่มีสกุลเงินอ้างอิงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า (เช่น GBPAUD)

ความแตกต่างระหว่าง Forex Carry Trade และเครื่องมือซื้อและถือระยะยาวแบบดั้งเดิม

2. ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มากขึ้นผ่านการใช้ leverage, การใช้ leverage จะเพิ่มขึ้นทั้งกำไรและขาดทุน

  • Reward: การเพิ่มความสนใจและการขึ้นราคาที่เกี่ยวข้องกับการเทรดที่ดำเนินการ หากคุณเป็นคู่สกุลเงินฐานที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า (ทางด้านซ้าย) การใช้ leverage จะเพิ่มความสนใจที่แท้จริงที่ได้รับ

ตัวอย่างเช่น, หากคุณใช้ อัตรา forex leverage 500:1 พร้อมเงินฝาก $200 เพื่อควบคุม AUD $100,000 ผ่านการยืมเงิน $100,000 ของ JPY รายได้ต่อปีนั้นจะขึ้นอยู่กับการควบคุม AUD $100,000 เต็ม ไม่ใช่การฝากเงินจำนวน $200 ดังนั้นรายได้ต่อปีที่นี่คือ 4.65 เปอร์เซ็นต์ของ $100,000 หรือ $4,650 (จ่ายแบบรายวัน) ด้วยการจัดสรรเพียง $200 ให้กับตำแหน่งนั้นนี่คือผลตอบแทน 2325 เปอร์เซ็นต์ก่อนที่จะพิจารณาการเปลี่ยนแปลงราคาของ AUDJPY

และเช่นเคย, หากคู่เงินมีค่าเพิ่มขึ้นการใช้ leverage จะขยายผลกำไรเหล่านั้นเช่นกัน ตัวอย่างเช่น, การใช้เลเวอเรจ 100:1 ทุกๆ การเคลื่อนที่ 1 เปอร์เซ็นต์จะได้กำไร 100 เปอร์เซ็นต์จากการฝากเงินประกันของคุณ ที่ 500:1 เลเวอเรจ ทุกการเคลื่อนที่ร้อยละ 0.2 เป็นกำไร 100 เปอร์เซ็นต์ของเงินฝากมาร์จิ้นซึ่งจะเป็นอีก $200 ในตัวอย่างก่อนหน้า

  • ความเสี่ยง: การสูญเสียที่ขยายใหญ่ขึ้นดังที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ ตราบใดที่คุณจะใช้เวลานานสำหรับคู่ที่มีสกุลเงินพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่อ้างอิงของพวกเขา รายได้ดอกเบี้ยที่ขยายสามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม, หากคุณมีคู่เงินที่ short เช่น AUDJPY คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยนั้นในแต่ละวัน ที่คุณเข้าตำแหน่ง short

ความเสี่ยงที่แท้จริงของการสูญเสียจากการใช้ leverage จากการซื้อขายที่นำติดตัวนั้น ไม่แตกต่างจากการเทรดฟอเร็กซ์ประเภทอื่นๆ – ความเสี่ยงที่ราคาเคลื่อนไหวตรงข้ามกับคุณ จากตัวอย่างก่อนหน้านี้การขยับ 0.2 ตรงข้ามกับคุณเป็นร้อยละ 100 ของการฝากเงินประกันของคุณ นี่คือเหตุผลที่เราแนะนำให้มีเงินสดในบัญชีของคุณเท่ากับอย่างน้อย 20-30 เท่าของเงินฝากเพื่อมาร์จิ้นทั่วไปของคุณ เพื่อเป็นแนวทางทั่วไป ดังนั้นในตัวอย่างก่อนหน้านี้คุณอาจมีรายได้ 2325 เปอร์เซ็นต์จากเงินฝาก $200 คุณต้องเก็บเงินสดไว้ให้เพียงพอ (ในบัญชี forex ของคุณหรือที่อื่นที่สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว) เพื่อดูดซับเปอร์เซ็นต์ที่คุณต้องการที่จะทน นั่นจะลดรายได้โดยรวมของคุณจากบัญชีของคุณ แต่เมื่อผลตอบแทนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่กำหนดไว้ที่ 2325 เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนสุทธิก็ยังคงดี คุณสามารถเก็บเงินสดไว้ในบัญชีของคุณน้อยลงและอีกมากในบัญชีที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าที่อื่นๆ ตราบใดที่คุณสามารถโอนเงินเข้าบัญชี forex ของคุณได้โดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นอกเหนือจากการโอนเงินผ่านธนาคารโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ส่วนใหญ่ยอมรับการฝากเงินผ่านบัตรเครดิตทำให้สามารถฝากเงินทางโทรศัพท์ได้อย่างรวดเร็ว

นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งในการจัดการกับความเสี่ยงการสูญเสียที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ leverage: punctuated buy-and-hold

ด้วยการจัดการความเสี่ยง และเงินที่เหมาะสม คุณสามารถเข้าและออกจากตำแหน่งได้ตามต้องการ ดังนั้นแทนที่จะเพียงแค่ซื้อและถือครองแบบระยะยาว ผ่านการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นเพียงแค่เข้าและออกจากคู่สกุลเงินที่มีความแตกต่างของดอกเบี้ยสูงที่เลือกตลอดเวลาตามเทรนด์หลายปีในช่วงเวลาต่างๆ ออกจากสิ่งนั้นเพื่อเข้าสู่การวิเคราะห์ทางเทคนิคและความเสี่ยง การจัดการ

  • การเทรดดำเนินการเฉพาะในเวลาที่สถานการณ์ดี หรือความต้องการความเสี่ยงที่รับได้
  • โดยทั่วไปแล้วสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าจะถือมูลค่าของพวกเขาหรือดีในช่วงที่สถานการณ์ดีเท่านั้น ดังนั้นการเทรดที่ดำเนินการโดยทั่วไปจะไม่ประสบความสำเร็จในตลาดที่มีสินทรัพย์เสี่ยง คุณมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียตลาดที่ลดลงกว่าที่คุณได้รับจากดอกเบี้ย
  • การเทรดต้องใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและการจัดการความเสี่ยงและเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น

เนื่องจากการใช้ leverage เพิ่มความเสี่ยงเมื่อเทียบกับการลงทุนแบบ non-leveraged passive income เช่นพันธบัตรหรือหุ้นปันผล เราจึงใช้ความเสี่ยงและการจัดการการเงินอย่างเต็มรูปแบบเช่น:

กุญแจสำคัญในการดำเนินการซื้อขาย

เป็นการดี, ที่คุณต้อง long สกุลเงิน ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น และ short สกุลเงินที่มีอัตราคงที่หรือลดลง หากมีโอกาสที่สำคัญที่ตรงกันข้ามที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คุณวางแผนไว้อย่าไปทำการเทรด การสูญเสียเงินทุนของคุณอาจเกินดุลรายได้ของคุณได้อย่างง่ายดาย – โปรดจำไว้ว่าการใช้ leverage นั้นจะเพิ่มการสูญเสียและรายได้ ใช้ตัวอย่าง AUDJPY ก่อนหน้านี้, สมมติว่าคุณเข้าตำแหน่งเป็นเวลาหนึ่งปีและได้รับ 4.65 เปอร์เซ็นต์, การลดลงของคู่เงินเพียง 4.65 เปอร์เซ็นต์จะช่วยให้คุณได้กำไรมากขึ้นในปีนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นการเคลื่อนไหวของคู่นั้นมากในไม่กี่วัน คุณสามารถขับการเคลื่อนไหวเหล่านั้นออก หากคุณมั่นใจในแนวโน้มระยะยาวและมีเงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกเงินประกัน มิฉะนั้น, ไม่ควรเทรด

โดยรวมแล้ว, ดำเนินการเทรดเพื่อ passive income แปลว่า:

การวิเคราะห์ทางเทคนิคของคุณควรบ่งชี้แนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งของช่วงเวลาที่คุณต้องการ ผู้ที่มองหาการถือครองระยะยาว (หลายเดือน หรือหลายปี) ควรมองหาคู่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลายปีในกราฟรายเดือน
การวิเคราะห์พื้นฐานของคุณผ่านข่าวที่เผยแพร่ในปฏิทินเศรษฐกิจของ forex factory หรือนักวิเคราะห์ที่คุณติดตาม ควรระบุว่าสกุลเงินที่คุณกำลังพิจารณาอยู่นั้น มีอัตราดอกเบี้ยที่คงที่ หรือเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินใดๆ ก็ตามที่คุณจะเข้า short

อย่างน้อยที่สุด, คุณต้องการ longในสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและ short สกุลเงินของผู้ที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะขยายหรืออย่างน้อยก็ไม่หดตัว

การทำความเข้าใจว่า passive income คืออะไร หรือ passive income มี อะไร บ้าง และวิธีการรับรายได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ MT5 AM Broker ให้การเข้าถึงรายได้ได้อย่างหลากหลาย

Goal Bitcoin

Category: Uncategorized

7 ไอเดียสร้าง Passive Income 2020 ในวงการบิทคอยน์

พวกเราคงได้ยินได้ฟัง เรื่อง การสร้าง Passive Income จากหลายสัมมนา หรือจากสื่อต่างๆกันไม่มากก็น้อย การที่เรามีรายได้แบบ Passive ถือเป็นสุดยอดของรายได้ชวนฝันที่ ทุกคนที่เป็นคนทำงานประจำ ต่างต้องการไปให้ถึง ผู้เขียนเป็นคนนึงที่พยายามเสาะแสวงหา ลองผิดลองถูก เพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งรายได้ Passive ในรูปแบบต่างๆ

ผู้เขียน คิดว่าการมีรายได้แบบ Passive ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เพียงแค่เรารู้วิธีการและลงมือทำอย่างจริงจัง (ในช่วงแรก)

ดังนั้น วันนี้ ผู้เขียนขอใช้โอกาสนี้ในการแบ่งปันไอเดียและเทคนิค การหารายได้แบบ Passive ในวงการบิทคอยน์ สำหรับมือใหม่ทั้งหลาย ซึ่งมันอาจจะใช้ได้ผล หรือไม่ได้ผลก็ได้ แต่อย่างน้อย เรียนรู้วิธีไว้หน่อยก็ดีใช่ไหมละ

Passive income คือ อะไร?

ภาษาแบบง่ายๆของ Passive income คือ การลงมือสร้างแหล่งรายได้ สร้างเครื่องมือผลิตเงิน ที่สามารถสร้างรายได้ให้เรา ได้ด้วยตัวของมันเอง โดยที่เราอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร แม้เราจะไม่สบาย หรือไปเที่ยวอยู่ มันก็จะไม่หยุดสร้างรายได้ให้กับเรา อย่างนี้เรียก รายได้แบบ Passive

ขอยกตัวอย่างรายได้แบบ Passive รูปแบบที่เราเคยเห็นกัน เช่น ดอกเบี้ย, เงินปันผล , บ้านให้เช่า , ลิขสิทธิ์สินค้า

Passive income มีอะไรบ้าง ในวงการบิทคอยน์ Cryptocurrency

1. Passive income จากการขุดบิทคอยน์

ปัจจุบันการขุดบิทคอยน์ ถือเป็นกระแสที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และนำมาซึ่งรายได้แบบ Passive ที่ง่ายและให้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆ นักขุดสามารถทำกำไรจากการเก็บเหรียญบิทคอยน์ไว้ และขายมันเมื่อราคาสูงขึ้น (8 พ.ย 2560 1 บิทคอยน์ ราคา 243,650 บาท) ใครขุดและถือบิทคอยน์จำนวนเยอะๆ คุณคือ ผู้โชคดี แต่มีนักขุดจำนวนไม่น้อยที่ ขุดได้และขายไปทันที ทำให้สูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล

ขุด bitcoin ยังไง ให้มีรายได้แบบ Passive income

การขุด bitcoin ยังไง ให้มีรายได้แบบ Passive income ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ อาจจะยากต่อการเข้าใจ แต่เมื่อผู้อ่านได้ลองเปิดใจศึกษา ทดลองดู ผู้เขียนรับรองเลย ว่ามันง่ายมาก สามารถทำให้คุณมีรายได้แบบ Passive income แน่นอน.

2. Passive income จากการปันผล (Stake)

รายได้จากเงินปันผลนั้น ถือเป็นรายได้แบบ Passive ที่ดีมากเหมือนกัน เงินปันผลเกิดจากการลงทุนของเรา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นปันผล ร่วมทุน รวมเป็นหุ้นส่วน ในการทำธุรกิจ หรืออื่นๆ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วสามารถออกดอกออกผลให้ได้เก็บกินตลอด ส่วนในวงการ Cryptocurrency ก็เช่นกันมีเหรียญดิจิตอลที่สามารถจ่ายปันผล (Stake) ที่สามารถสร้างรายได้เป็น Passive ให้กับผู้ถือเหรียญ โดยคุณสามารถนำปันผล (Stake) ที่ได้รับไปขายในตลาดแลกเปลี่ยนต่างๆ และนำส่วนนี้ไปซื้อ หรือลงทุนในเหรียญอื่นๆได้อีก

รีวิว 2 เหรียญมีปันผล Neo และ Kucoin รายได้แบบ Passive income

แต่สำหรับใครที่คิดมองหาทางเลือกอื่นๆ นอกจากลงทุนใน บิทคอยน์ หรือกำลังมองหาเหรียญที่มีความปลอดภัย และได้ปันผลจริง แบบ Passive income เราจะพาไปทำความรู้จักกับ 2 เหรียญที่จ่ายปันผล (Stake) ที่สามารถสร้างรายได้เป็น Passive Income ให้กับผู้ถือเหรียญ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังต้องการสร้างทรัพย์สินดิจิตอล ให้เกิดขึ้นจริง ตามไปดูกัน ว่ามีเหรียญไหนบ้าง

3. Passive income จากการสะสมเหรียญดิจิตอล

คุณซื้อเหรียญดิจิตอลเก็บไว้ในพอร์ตการลงทุนบ้างไหม ผู้เขียนคิดว่าคุณน่าจะมีเหรียญดิจิตอลเก็บไว้บ้าง ไม่มากก็น้อย

ผู้เขียนอยากจะแนะนำมือใหม่ว่า การที่เราถือเหรียญใดๆไว้ ควรพิจารณาหลายอย่างประกอบด้วย การที่เราแบ่งเงินลงทุน มาเพื่อกระจายความเสี่ยง และมาเพื่อถือเหรียญที่มีอนาคต ในระยะยาว ถือว่าคุ้มค่ามาก จะเห็นได้จากตัวอย่างในบทความด้านล่าง ที่ทำการทดลอง ถือเหรียญ Top 10 Best เหรียญดิจิตอล ในปีที่แล้ว โดยถ้าเราลงทุนเหรียญเหล่านี้ ตัวละ 1000 ดอลล่าร์ 1 ปี ผ่านไป เงินก้อนนี้จะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เป็น 240,279 ดอลล่าร์

สะสมเหรียญ Altcoin ที่น่าลงทุน ในตารางการซื้อขายเหรียญ

ในบทความนี้มีคำตอบให้คุณ เริ่มด้วยการมารู้จักกับสกุลเงินหลักเลย นั่นก็คือ Bitcoin ซึ่งเป็น CryptoCurrency หรือสกุลเงินดิจิตอลแรกของโลก และยังมีสกุลเงินอื่นที่เรียกว่า เหรียญ Altcoin หรือ Alternate Coin คือเหรียญ cryptocurrency ทุกๆเหรียญที่ไม่ใช่ Bitcoin เนื่องด้วยความที่เหรียญ Bitcoin นั้นคือต้นกำเนิดของทุกๆสิ่ง ทำให้เหรียญที่โผล่ออกมาหลังจากนั้นบนเทคโนโลยี Blockchain จึงถูกเรียกว่าเหรียญทางเลือกหมด

4. Passive income จากการ Copytrade

Copy Trade เป็นอีกรูปแบบนึงที่ นักเทรดฝีมือดี สามารถทำกำไร แบบ Passive ได้ พูดง่ายๆก็คือ อาชีพเทรดหุ้น แล้วมีคน Follow ตามก็สามารถรับส่วนแบ่งกำไรจากผู้ที่สมัครติดตามเราได้ด้วยนั่นเอง!!

ที่จริงแล้ว CopyTrade ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะฟินเทคของต่างประเทศอย่าง eToro เขาทำมานานแล้ว และมีคนไทยบางคนก็ไปเป็น Master ให้คนอื่นกดติดตามแล้วเช่นกัน

อธิบายรูปแบบการรับรายได้ของคนที่เป็น Master ก่อน คนพวกนี้จะมีรายได้สองสามทางคือ กำไรที่เกิดขึ้นจากการที่เขาเทรดสินค้าการลงทุนด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น หุ้น อนุพันธ์ สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ เหรียญดิจิตอลต่างๆ แต่สินค้าที่นิยมใช้เป็น CopyTrade มากที่สุดก็คือ FOREX เนื่องจากเป็นสินค้าที่ผู้คนนิยมเทรดกันทั่วโลกและมีสภาพคล่องสูง

หาก Master คนใดที่มี Performance การเทรดที่ดี ก็จะมีคนกดติดตาม คนๆ นั้นก็จะได้ส่วนแบ่งทันที จากนั้นผู้ที่เป็น Follow ก็จะต้องยินยอมให้เจ้าของแพลตฟอร์มหรือโบรกเกอร์ (โบรกเกอร์ดังๆก็มี eToro, MT4) เทรดแทนเราให้อัตโนมัติ พูดง่ายๆ ก็คือ Master ที่เราติดตามเทรดอะไร ระบบก็จะเทรดตามด้วยทันที หากสามารถทำกำไรได้เราจะต้องหักส่วนแบ่งกำไรที่เกิดขึ้นให้กับคนเป็น Master ด้วย (แน่นอนว่าหากขาดทุนก็ต้องขาดทุนตามไปด้วย)

Copytrade คือ อะไร? มันทำเงินได้จริงเหรอ? รวยหรือหลอก?

ถือว่ายุคนี้มีข้อมูล ข่าวสาร และเครื่องมือ สามารถช่วยนักลงทุนมือใหม่ ให้สามารถลงทุนได้อย่างง่ายดายแค่ปลายนิ้ว เมื่อก่อนผู้เขียนเคยคิดว่า เราควรจะต้องสะสมเงินเย็นไว้ลงทุน ไหนจะต้องมีประสบการณ์ และต้องมีเทคนิคสารพัดจากกูรู หลายคนสงสัยว่า Copytrade คืออะไร มันจะช่วยนักลงทุนได้อย่างไร? วันนี้เรามาลองเจาะลึกลงไปเกี่ยวกับ Copytrade ให้ได้รู้กันชัดๆไปเลย

5. Passive income จากการ Affiliate

การสร้างรายได้แบบ Passive จากการทำ Affiliate นั้น ถือได้ว่าเป็นที่นิยมกันมาก ในแวดวงคริปโต สิ่งเดียวที่เราทำคือ การแนะนำ บอกต่อ ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเข้าไปใช้บริการ ผ่านจากลิ้งที่เราได้รับมา จากเจ้าของสินค้า เมื่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ทำการลงทะเบียน หรือทำการสั่งซื้อสินค้า เราก็จะได้รับเงินที่เป็นส่วนแบ่ง ส่วนการได้ส่วนแบ่ง มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับราคา และสินค้าแต่ละชนิด

วิธีการนี้ง่ายมาก เพียงแค่คุณสร้างช่อง YouTube หรือ บล็อก ทำการเผยแพร่บทความที่ดี มีประโยชน์ และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ ที่เราจะทำ Affiliate ต่อไปก็ทำการตลาด ให้ช่องของเรา ให้เป็นที่นิยม โดยที่คุณต้องขยันอัปข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายบ่อยๆ หรือนำไปโปรโมทตามช่องทางแหล่งโซเซียลต่างๆ เพียงแค่นี้ก็จะมีคนเข้ามาในช่องเยอะขึ้น และผู้ชมเหล่านี้มีโอกาสที่จะซื้อหรือเลือกใช้บริการที่เรานำเสนอไป สร้างรายได้แบบ Passive ได้อย่างดีทีเดียว

6. Passive income จากกลุ่มสมาชิก

ถ้าเราต้องการมีรายได้แบบ Passive จากค่าสมัครของสมาชิก หรือค่าดูแลรายปี เราต้องสร้างกลุ่ม สร้างระบบ ที่มีประโยชน์ต่อสมาชิก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายที่สุด เช่น สร้างเว็บไซต์หรือ แฟนเพจ ที่สมาชิกในกลุ่มสามารถเข้าไปใช้ โปรแกรม ต่างๆ ในการเทรดเหรียญดิจิตอล ฟรี ได้ตลอด มี RoBot ช่วยเทรด พร้อมทั้งช่วยเลือกเหรียญที่น่าสนใจ สามารถทำกำไรได้ แต่การจะเข้าไปอ่านได้นั้น จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือน หรือ รายปี สำหรับคนที่ไม่สมัครสมาชิก จะไม่สามารถเข้าไปใช้ โปรแกรมได้

ตัวอย่าง อาจจะมีค่าธรรมเนียมในการดูแลรักษาปีละ 1,000 บาทก็ได้ หากมีสมาชิก 1,000 คน เราจะได้เงินทุกปีแบบไม่ต้องทำอะไร อยู่ที่ปีละ 1,000,000 บาท

7. Passive income จากดอกเบี้ยออนไลน์

รายได้ Passive จากดอกเบี้ยออนไลน์ ถ้าให้พูดตามตรง คือ การปล่อยกู้ยืมเงินนั้นเอง มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเงินต้นที่ออกดอกเบี้ยทุกๆ วัน หรือทุก เดือน อย่างต่อเนื่อง เป็นช่องทางที่หลายคนนิยมมาก เพราะเป็นวิธีการใช้เงินต่อเงินแบบง่ายๆ แต่ได้กำไรเยอะ ในแวดวงคริปโต ก็มีแหล่งให้ปล่อยเหรียญให้กู้ยืม ยกตัวอย่าง เช่น Poloniex

รายได้จากการลงทุน ดอกเบี้ยออนไลน์ ในช่องทางนี้อยากนำมาบอกเล่าเพื่อเป็นความรู้เท่านั้น แต่ผู้เขียนไม่ขอแนะนำ เพราะเป็น รายได้ Passive ที่อาจจะมีแต่ปัญหาภายหลัง และมีความเสี่ยงสูงมาก

อาจไม่ใช่ทุกคนที่สำเร็จจากการสร้างรายได้ Passive ในตลาดคริปโตนี้ แต่เมื่อมันเป็นโอกาส คุณก็น่าจะลองดูนะ! บางทีสิ่งที่คุณแสวงหามาทั้งชีวิต อาจเป็นแค่เรื่องราวที่อยู่ในบทความชิ้นนี้ก็ได้ ผู้เขียนขอให้คุณประสบความสำเร็จในการเข้ามาในตลาดคริปโตนี้ และสนุกกับอิสรภาพทางการเงิน และวิถีชีวิตที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงของคุณ!

3 คดีดังแชร์ลูกโซ่ ล่าเหยื่อ“คนอยากรวย” (รู้ทันการต้มตุ๋นทางการลงทุน)

3 คดีดังแชร์ลูกโซ่ ล่าเหยื่อ“คนอยากรวย” (รู้ทันการต้มตุ๋นทางการลงทุน)

หลาย ๆ ครั้งเราคงได้พบกับเพื่อนสนิทสักคนที่ชอบมาแนะนำการลงทุนที่ดีให้กับเรา ทั้งการบอกว่านี่เป็นโอกาสที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเอง หรือแม้แต่บอกว่าต้องการแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับเรา และหลายครั้งอีกเช่นกันที่เรามักจะเผลอเชื่อใจคนสนิทและลงทุนไปกับการลงทุนที่ “ดูท่าทาง” จะไปได้สวย บางธุรกิจนั้นดูดีและน่าเชื่อถือจริง ๆ แถมยังมีคนดัง ผู้เชี่ยวชาญร่วมลงทุนในโครงการนี้ไปอีกตั้งเยอะ ในเมื่อคนที่มีความรู้มากกว่าเรายังลงทุนไปกับโครงการนี้ แล้วทำไมเราถึงไม่ลงทุนตามเขาไป ดูยังไงโอกาสกำไรก็เห็นอยู่ชัด ๆ

ซึ่งทุกครั้งการต้มตุ๋นทางการเงินเองก็มีจุดประสงค์ให้เราเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ เพื่อจะทำการหลอกลวงเงินจากผู้ลงทุนจำนวนมากมาย ก่อนที่จะเชิดเงินหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตา (กับความซวยและหนี้) ของนักลงทุนที่ไม่ใส่ใจกับการลงทุนของตนเอง โดยการต้มตุ๋นเหล่านี้หลายครั้งสามารถลอยนวลอยู่ได้นับสิบปี และกวาดเงินไปได้หลายพันล้านเลยทีเดียว

วันนี้จะขอเล่าถึงการต้มตุ๋นทางการลงทุน รูปแบบที่เคยส่งผลกระทบต่อผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็คือ กลยุทธ์ต้มตุ๋นแบบพอนซี (Ponzi’s Scheme) และ แบบปิรามิด (Pyramid Scheme) นั่นเอง พร้อมทั้ง 3 คดีดัง ที่ยังคงเป็นที่กล่าวถึงในปัจจุบัน

1. กลยุทธ์ต้มตุ๋นแบบพอนซี Ponzi’s Scheme

กลยุทธ์ต้มตุ๋นแบบ Ponzi’s Scheme คืออะไร?

หากต้องการพูดแบบสั้น ๆ กลยุทธ์แบบ Ponzi นั้นมีรูปแบบการทำงานที่ ง่ายดายมาก นั่นคือ ผู้ทำการต้มตุ๋นจะหลอกนักลงทุนด้วยผลประโยชน์หรือเงินปันผลที่ดูดีเกินจริง เพื่อหลอกให้มีคนลงทุนจำนวนมาก จากนั้นจึงเอาเงินลงทุนที่ได้จากสมาชิกใหม่มาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับสมาชิกรุ่นเก่าไปเรื่อย ๆ นั่นเอง

โดยธุรกิจประเภทนี้จัดเป็นการต้มตุ๋น เนื่องจากเงินลงทุนนั้นไม่ได้นำไปลงทุนจริง ๆ แต่เป็นเพียงการรวมเงินไว้ และจ่ายเงินปันผลเท่านั้น เมื่อการต้มตุ๋นประเภทนี้สิ้นสุดลง ไม่ว่าจะด้วยการตรวจสอบ หรือจากการไม่มีผู้ลงทุนรายใหม่ (โดนหลอกกันเรียบร้อยทั้งบ้านทั้งเมือง) ก็ตาม จะพบว่ามีผู้ที่ได้กำไรจำนวนน้อย (สมาชิกรุ่นแรก) และมีผู้ที่ซวย (แมงเม่าที่เข้ามาทีหลัง) จำนวนมาก

ซึ่งชื่อของการต้มตุ๋นนี้ก็มาจากชื่อของ นายชาร์ล พอนซี (Charles Ponzi) นักต้มตุ๋นชาวอิตาเลียน-อเมริกัน ผู้นำกลยุทธ์นี้มาใช้สร้างความล่มจมให้ผู้คนจำนวนมากในอเมริกาในช่วงปี 1920 นั่นเอง

นาย Charles Ponzi เป็นใคร?

ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ปี 1903 ชายอิตาเลียนคนหนึ่งได้เดินทางมาถึงอเมริกาเพื่อหางานทำและชีวิตใหม่ โดยการมาถึงของชายผู้นี้ไม่มีสิ่งใดติดตัว นอกจากเงินเพียง 2.5 ดอลลาร์เท่านั้น เนื่องจากการพนันในการเดินเรือได้ดูดเอาเงินเก็บของเขาไปจนหมด (การพนันไม่ทำให้ใครรวย ยกเว้นเจ้ามือ?) เป็นเวลาหลายปีที่ชายผู้นี้ต้องทำงานต่าง ๆ ในเมือง ทั้งการเป็นเด็กล้างจาน ได้เลื่อนชั้นเป็นบริกร แต่ก็ถูกไล่ออกอย่างรวดเร็วเพราะไปโกงเงินทอนลูกค้าและขโมยของ ทำงานในธนาคารที่มอนทรีออล แต่ก็ก่อเรื่องปลอมเช็ค กลับมาที่อเมริกา แต่แล้วก็ไปก่อเรื่องลักลอบนำเข้าแรงงานอิตาลีอีก จนต้องไปนอนคุกอยู่หลายครั้ง

ในเวลาต่อมาเขาก็ได้กลับมาที่บอสตัน และได้แต่งงานกับหญิงผู้หนึ่งชื่อโรส มาเรีย ผู้ได้ออกทุนทำธุรกิจให้กับเขา แต่ก็ล่มจมในเวลาไม่นานนัก หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ เขาก็ได้รับ จดหมายจากบริษัทสเปน ซึ่งในซองนั้นคือ “วิมัยบัตร” (International Reply Coupon – IRC) นั่นเอง จากการตรวจสอบข้อมูลเล็กน้อย เขาก็มองเห็นช่องโหว่ของสินค้าชนิดนี้ ที่อาจจะทำเงินให้กับเขาได้

วิมัยบัตร (IRC) คืออะไร

ในช่วงปี 1920 นั้นโลกยังไม่มีอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่โทรศัพท์อย่างในปัจจุบัน วิธีการติดต่อที่เป็นที่นิยมที่สุดก็คือการส่งจดหมาย แต่การส่งจดหมายไปหาญาติพี่น้องหรือเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศนั้นก็อาจจะเป็นการสร้างภาระให้กับผู้ตอบได้เช่นกัน เพราะการตอบจดหมายก็จำเป็นต้องใช้เงิน (ซึ่งอาจจะแพงกว่า ขึ้นอยู่กับประเทศ) ในการตอบกลับ ดังนั้นสินค้าที่มีชื่อว่า International Reply Coupon หรือ IRC จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1906 โดยสินค้าชนิดนี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับจดหมายข้ามประเทศทั่วไป เพียงแต่มูลค่าของคูปองนี้ได้รวม “ค่าส่งจดหมายตอบกลับมายังผู้ส่ง” ไว้แล้ว ทำให้ผู้รับจดหมายสามารถส่งจดหมายตอบกลับได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนั่นเอง

วิมัยบัตร (International Reply Coupon – IRC)

จุดบอดของสินค้าชนิดนี้ก็คือ ในขณะที่นายชาร์ลค้นพบนั้น คูปอง IRC ในอิตาลีมีราคาถูกกว่าในอเมริกามาก เนื่องมาจากเงินเฟ้อที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่ 1 นายชาร์ลจึงออกแบบธุรกิจลงทุนชนิดหนึ่งขึ้น โดยเขาจะซื้อคูปอง IRC ในประเทศที่มีราคาถูก และนำกลับมาขายในอเมริกาในราคาแพงกว่า และส่วนต่างนั้นก็คือกำไร ซึ่งเขาบอกว่าส่วนต่างนั้นทำให้มีกำไรมากถึง 400% อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในทางทฤษฎีแล้วการทำธุรกิจรูปแบบนี้สามารถสร้างกำไรได้ แต่ในการทำจริงนั้นไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงระยะเวลาในการขนส่งนั้นทำให้ไม่สามารถทำจริงได้ แต่ถึงแม้จะทำจริงไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่นายชาร์ลต้องการไม่ใช่ธุรกิจ ….แต่เป็นการหลอกลวง แค่มัน “เป็นไปได้” ก็มากเกินพอ

จุดเริ่มต้นของ “การลงทุน”

หลังจากการค้นพบ IRC และหนทางทำกำไรจากมันได้ไม่นาน นายชาร์ลก็เริ่มต้นการลงุทนของเขา โดยเริ่มจากการชักชวนเพื่อนให้ร่วมลงทุนในธุรกิจที่ “กำลังเกิดใหม่” โดยสัญญาว่าจะเพิ่มเงินลงทุนให้ 50% ภายใน 3 เดือน ซึ่งผู้ลงทุนรุ่นแรกก็ได้เงินตามที่สัญญาไว้ คือได้กำไรถึง 750 ดอลลาร์ จากเงินลงทุน 1,250 ดอลลาร์

จากนั้นไม่นานเขาก็ตั้งบริษัทของตัวเอง และมีนักลงทุนเพิ่มขึ้นไม่ขาดสาย และยังได้จ้างนายหน้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยมีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้อย่างงาม ภายในเวลาไม่ถึงปีก็มีเงินลงทุนในธุรกิจของนายชาร์ลนับล้านดอลลาร์ นักลงทุนมากมายนำเงินเก็บทั้งชีวิตเข้าลงทุน บางคนถึงกับจำนองบ้านเพื่อนำเงินมาลงทุนเลยทีเดียว นอกจากนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถอนเงินออกมา แต่นำเงินที่ได้เพิ่มมานั้นลงทุนกลับเข้าไปอีก จึงเห็นได้ว่าในความเป็นจริงแล้วเงินในระบบแทบจะไม่ได้ถูกจ่ายเป็นเงินปันผลเลย และในกรณีที่มีคนถอนเงินออก นายชาร์ลก็เพียงแต่นำเงินจากนักลงทุนหน้าใหม่จ่ายเป็นเงินปันผลให้ไปเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจใด ๆ เลย

อย่างไรก็ตาม นายชาร์ลก็ไม่ใช่นักต้มตุ๋นที่รอบคอบมากนัก เขาใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า ทั้งการซื้อบ้านในเล็กซิงตัน พร้อมเครื่องปรับอากาศและสระว่ายน้ำ (ซึ่ง “โคตรหรู” ในสมัยนั้น และอาจจะสมัยนี้ด้วย) และออกเงินพาแม่ของเขามายังอเมริกาอย่างหรูหราที่สุด

จุดจบของ “การต้มตุ๋น”

แน่นอนว่าธุรกิจที่ “ผิดธรรมชาติ” ของนายชาร์ลทำให้มีผู้ที่ระแวงเขาเป็นจำนวนมาก นักเขียนในบอสตันคนหนึ่งได้เขียนถึงนายชาร์ลว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถปันผลได้ในเวลาที่รวดเร็วขนาดนั้น ซึ่งก็ทำให้นักเขียนผู้นี้ถูกฟ้อง และเสียค่าปรับถึง 500,000 ดอลลาร์ให้นายชาร์ล แต่ก็ได้ทำให้นักลงทุนบางคนถอนตัวไป แม้ว่าหลังจากนั้นไม่นานจะมีการเขียนบทความหนึ่งลงในหนังสือพิมพ์ Boston Post

โดยกล่าวว่าธุรกิจของนายชาร์ลนั้นจ่ายเงินปันผลได้ถึง 50% ในเวลาเพียง 45 วัน ในขณะที่ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยได้เพียง 5% ต่อปีเท่านั้น หนึ่งวันหลังจากบทความถูกตีพิมพ์ ก็มีนักลงทุนนับพันต้องการลงทุนในธุรกิจของนายชาร์ล แต่ในวันที่บทความถูกตีพิมพ์นั้น นายชาร์ลก็ต้องเข้าพบกับเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลที่ต้องการจะตรวจสอบบัญชี ซึ่งเขาก็สามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบไปได้โดยการเสนอว่าจะหยุดรับเงินลงทุนเพิ่มในระหว่างที่มีการตรวจสอบ ทำให้การตรวจสอบชะงักไปพักหนึ่ง เนื่องจากเขาไม่เคยบันทึกบัญชีเอาไว้ (เพราะเป็นการต้มตุ๋น)

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานทางหนังสือพิมพ์ก็เริ่มขุดคุ้ยเรื่องการทำธุรกิจนี้ โดยมีการว่าจ้างนักวิเคราะห์ด้านการเงิน Clarence Barron โดยได้กล่าวว่า การทำธุรกิจของนายชาร์ลนั้นจ่ายเงินปันผลจำนวนมากภายในเวลาที่เร็วอย่างเหลือเชื่อ แต่ตัวนายชาร์ลเองนั้นกลับไม่ลงทุนในธุรกิจของตนเอง และการลงดาบขั้นสุดท้ายก็คือ การกล่าวว่า หากธุรกิจของนายชาร์ลทำงานอยู่จริงตามที่อ้าง จะต้องมีคูปอง IRC ถูกใช้อยู่ในปัจจุบันถึง 160 ล้านใบ ในขณะที่มีการใช้จริงเพียง 27,000 ใบเท่านั้น การวิเคราะห์นี้ทำให้เกิดความแตกตื่นขึ้นอย่างมาก โดยนายชาร์ลต้องจ่ายเงินให้นักลงทุนถึง 2 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น

หลังจากนั้นธุรกิจก็ถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่จากรัฐแมสซาชูเซตต์ต้องตรวจสอบบัญชีของบริษัทอย่างยากลำบาก เพราะบัญชีของบริษัทไม่มีอะไรเลยนอกจากชื่อของนักลงทุน (เพราะไม่ได้ทำธุรกิจจริง) ในระหว่างนั้นนายชาร์ลก็ได้จ้างเอเย่นต์ผู้หนึ่งเพื่อปิดข่าว แต่การว่าจ้างนี้กลับทำให้เรื่องเลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะเอเย่นต์รายนี้ กลับยิ่งสงสัยในตัวธุรกิจนี้

ในปลายเดือนกรกฎาคมปี 1920 เขาก็ได้ค้นพบเอกสารหลายฉบับที่บ่งชี้ว่าธุรกิจของนายชาร์ลนั้นน่าจะเป็นเพียงการนำเงินของคนหนึ่งมาจ่ายให้กับนักลงทุนอีกคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเรื่องอื้อฉาวนี้ก็นำไปสู่การตรวจสอบหนี้สิน บัญชีธนาคารของนายชาร์ล และจุดสิ้นสุดของการต้มตุ๋นครั้งนี้ในวันที่ 11 สิงหาคม 1920 นั่นเอง

ซึ่งจากการวิเคราะห์ พบว่าการต้มตุ๋นครั้งนี้หลอกเงินจากนักลงทุนไปได้ถึง 20 ล้านดอลลาร์ โดยสามารถเทียบเป็นเงินในปัจจุบันได้ประมาณ 225 ล้านดอลลาร์

แม้จะดูเหมือนว่าการต้มตุ๋นของนายชาร์ลเมื่อปี 1920 นั้นน่าจะดูออกได้ง่าย เพราะการจ่ายเงินที่เกินจริง หรือแม้แต่การใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายของเจ้าตัวก็ตาม แต่ก็มีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมาก แล้วถ้ามีการทำให้แนบเนียนยิ่งขึ้นล่ะจะเป็นอย่างไร?

ต่อไปจะขอแนะนำนักต้มตุ๋นอีกคนหนึ่งที่ใช้กลยุทธ์แบบเดียวกันนี้ แต่สามารถทำเงินได้มากกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด และที่สำคัญยังเป็นการต้มตุ๋นในยุคปัจจุบันเสียด้วย โดยการต้มตุ๋นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นี้ถูกเปิดเผยในปี 2008 รวมระยะเวลาในการต้มตุ๋นทั้งหมดกว่า 13 ปี และเป็นเรื่องราวตามหน้าหนังสือพิมพ์มากมาย มิหนำซ้ำการต้มตุ๋นครั้งนี้ยังถูกเปิดเผยเพราะผู้ก่อการสารภาพเองอีกต่างหาก โดยที่หน่วยงานของอเมริกาไม่สามารถตามกลิ่นของเขาได้เลย ชื่อของนักต้มตุ๋นฝีมือเยี่ยมผู้นี้คือ เบอร์นาร์ด เมดอฟฟ์ (Bernard Madoff)

2. การต้มตุ๋นครั้งประวัติศาสตร์ของนายเบอร์นาร์ด Bernard

บริษัท Bernard Securities ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1960 โดยเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทซื้อขายหุ้นราคาถูก ซึ่งในเวลาต่อมามีการแข่งขันกับบริษัทที่เป็นสมาชิกของตลาดหุ้นนิวยอร์ค จึงมีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งาน และระบบนี้ก็มีการพัฒนาต่อยอดมาจนกลายเป็น NASDAQ (ตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอเมริกา) ซึ่งบริษัท Bernard Securities ก็เป็นบริษัทหนึ่งในตลาดหุ้น NASDAQ นี้ด้วย

ในการต้มตุ๋นของนายเบอร์นาร์ดนี้มีกลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากมาย และแนบเนียนกว่ามาก โดยในการลงทุนนั้นผู้ลงทุนจะไม่ได้เงินปันผลที่มากและรวดเร็วเกินจริงอย่างนายชาร์ล พอนซี แต่เป็นเงินปันผลในระดับที่ไม่ผิดธรรมชาติ คือประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งเขาจงใจให้เงินปันผลในระดับที่ใกล้เคียงกับ S&P 500 เพื่อปกปิดร่องรอยของเขานั่นเอง (S&P 500 คือรายชื่อบริษัทสำคัญในอเมริกา 500 บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกา มีลักษณะคล้าย Set 50 และ Set 100 ในไทย) และยังใช้เทคนิคมากมายเพื่อปกปิดร่องรอยเพิ่มเติม เช่น เขาจะขายหุ้นทั้งหมด เพื่อให้มีการรายงานเฉพาะจำนวนเงินในธุรกิจไปยังหน่วยงานรัฐ นักลงทุนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนได้ด้วยตัวเอง แต่จะได้รับจดหมายแจ้งข้อมูลทางการเงินและเงินปันผลเท่านั้น

นอกจากนี้ เขายังเลือกเป้าหมายอย่างรัดกุม โดยนักลงทุนนั้นมีทั้งกองทุน มูลนิธิ ธนาคาร นักลงทุนทั่วไป รวมไปจนถึงคนดังอย่างเควิน เบคอน และสตีเวน สปีลเบิร์ก แต่จุดหนึ่งที่เหมือนกัน คือเป็นนักลงทุนชั้นดี จากการที่เขาเลือกเป้าหมายอย่างเข้มงวด ทำให้นักลงทุนไม่ค่อยอยากจะถอนเงินออกจากระบบของเขา เพราะกลัวว่าจะกลับเข้าไปใหม่ไม่ได้อีก

แผนการของ นายเบอร์นาร์ด เมดอฟฟ์

นายเบอร์นาร์ดสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจของเขาได้โดยการเตรียมเงินให้ทันที เมื่อลูกค้าของเขาต้องการถอนเงิน ซึ่งเมื่อมีการถอนเงินได้ตามที่ ต้องการตลอดเวลา แถมเงินปันผลที่ได้ก็ไม่ผิดปกติ ลูกค้าของเขาจึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ให้ระแวงเลย แม้จะมีข้อสงสัยว่าธุรกิจของเขาไม่น่าจะจ่ายเงินปันผลได้สูงเท่าที่เขาทำ แต่หน่วยงานตรวจสอบของสหรัฐ (SEC) ก็ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นที่ไว้วางใจก็คือ ตัวเขาเองที่เป็นนักการเงินอาวุโสที่มีฝีมือมาก รวมถึงเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมก่อตั้ง NASDAQ นั่นเอง

จุดเด่นที่สุดในการต้มตุ๋นของเขา คือการก่อตั้งบริษัทในปี 1960 โดยก่อนหน้านั้นมีการทำงานอยู่จริง จนในการไต่สวนคดีเมื่อปี 2008 เขาจึงสารภาพว่าบริษัทของเขาไม่ได้ซื้อขายหุ้นจริง ๆ มาตั้งแต่ช่วงปี 1990 แล้ว แต่ชื่อเสียงที่มีมานาน รวมถึงการปฏิบัติงานจริงที่เคยมี ก็ทำให้หลุดพ้นจากข้อสงสัยได้เป็นอย่างดี นักลงทุนและหน่วยงานตรวจสอบต้องคิดไม่ถึงแน่ ว่าบริษัทที่ตั้งมาแล้วกว่า 30 ปี อยู่ ๆ ก็จะเลิกทำงาน ไปทำการต้มตุ๋นแทน ซึ่งจุดนี้แตกต่างจากการต้มตุ๋นแบบพอนซีที่มีมาก่อน คือจากแบบเดิมที่ชักชวนให้ทำการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีจริง ธุรกิจของนายมาดอฟนั้น “มีจริง” แต่ไม่ได้ทำงานจริง (อีกต่อไป) แม้ว่าจะมีจุดผิดสังเกตอยู่บ้าง เช่นการจ่ายเงินปันผลคงที่อย่างผิดปกติ ในขณะที่เงินปันผลตามปกติจะเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะเงินในตลาด แต่ก็สามารถรอดพ้นจากหูตาของเจ้าหน้าที่รัฐไปได้

จุดจบ ของ นายเบอร์นาร์ด เมดอฟฟ์

แต่จุดจบของการต้มตุ๋นครั้งนี้ก็มาถึงในปี 2008 เมื่อเกิดปัญหาทางการเงินทั่วประเทศในอเมริกา ภาวะถดถอยของตลาด การเงิน ทำให้นักลงทุนต้องการถอนเงินออกจากธุรกิจของเขาถึง 7พันล้านดอลลาร์ เขาจึงจำเป็นต้องหานักลงทุนรายใหม่เพื่อนำเงินมาจ่าย ซึ่งรวมถึงเพื่อนเก่าของเขาอย่าง Carl J. Shapiro ด้วย แต่ถึงแม้จะพยายามอย่างมาก ธุรกิจต้มตุ๋นของเขาก็มาถึงจุดจบเนื่องจากไม่สามารถหาเงินมาจ่ายนักลงทุนรายเก่าได้นั่นเอง

ซึ่งเมื่อเขาเห็นจุดจบ เขาก็ทิ้งทวนเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการจ่ายโบนัสให้พนักงานในบริษัทของเขาถึง 170 ล้านดอลลาร์ จากเงิน 200 ล้านดอลลาร์ที่บริษัทมีอยู่ในขณะนั้น ทำให้ลูกชายทั้ง 2 คนของเขาต้องถามว่า ทั้ง ๆ ที่บริษัทไม่มีเงินจะจ่ายให้นักลงทุน ทำไมถึงสั่งจ่ายโบนัสจำนวนมหาศาลอย่างนี้ และทำให้ตัวนายเบอร์นาร์ดสารภาพกับลูกชายของเขาเอง ว่าทั้งหมดเป็นเพียง “การโกหกครั้งใหญ่”

และนายเบอร์นาร์ดก็ถูกจับกุมในปีนั้น โดยผู้ที่แจ้งความก็คือลูกชายทั้ง 2 คนของเขานั่นเอง ประเมินความเสียหายในการต้มตุ๋นของเขาแล้ว มีมูลค่าถึง 65,000 ล้านดอลลาร์ มีผู้เสียหายเป็นมูลนิธิ ธนาคาร กองทุนจากทั่วโลกมากมาย มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยกว่า 3 รายฆ่าตัวตาย รวมถึงลูกชายคนโตของเขาด้วย จัดเป็นการต้มตุ๋นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก และเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาอีกด้วย ส่วนตัวนายเบอร์นาร์ดนั้นถูกพิพากษาจำคุก 150 ปี มากที่สุดเท่าที่กฏหมายของสหรัฐกำหนดไว้

จากกรณีของนายเบอร์นาร์ด จะเห็นได้ว่าการต้มตุ๋นรูปแบบพอนซีนั้นไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงยุคเก่าเท่านั้น แม้แต่ในตลาดหุ้นหรือยุคอินเตอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดายก็ยังไม่รอดพ้นไปได้เช่นกัน หากไม่เกิดภาวะถดถอยทางการเงินจนมีการถอนเงินเป็นจำนวนมาก การต้มตุ๋นครั้งนี้อาจไม่ถูกเปิดเผยเลยก็เป็นได้

ต่อไปจะขอเล่าถึงกลยุทธ์แบบพอนซีที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยบ้าง โดยคดีนี้มีผู้เสียหายนับหมื่นคน และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการบัญญัติพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนปี พ.ศ.2527 อีกด้วย ชื่อของคดีนี้คือ “คดีแม่ชม้อย” ที่มีการต้มตุ๋นในช่วงปี 2520 – 2528 นั่นเอง

3. คดีแม่ชม้อยในตำนาน

แม่ชม้อย หรือนางชม้อย ทิพย์โส ได้เริ่มต้นการต้มตุ๋นครั้งนี้ในปี 2520 โดยตัวแม่ชม้อยนั้นได้รับการชักชวนจากเพื่อนที่ทำการค้าน้ำมันอยู่ก่อน คือ นายประสิทธิ์ จิตต์ที่พึ่ง ให้ร่วมลงทุนค้าน้ำมัน ซึ่งเมื่อทำแล้วได้กำไรจริง แม่ชม้อยจึงเริ่มชักชวนผู้อื่นให้เข้ามาทำธุรกิจนี้ด้วย แม่ชม้อยได้จัดตั้งบริษัทขึ้นมา มีชื่อว่า “ปิโตรเลียม แอนด์ มารีน เซอร์วิส จำกัด” โดยหน้าฉากกล่าวว่าทำธุรกิจการค้าน้ำมันทุกชนิด ทั้งในและนอกประเทศ

จุดเริ่มต้น นางชม้อย ทิพย์โส – แม่ชม้อย

แม่ชม้อยได้เริ่มชักชวนให้ผู้คนร่วมลงทุนในธุรกิจนี้ โดยรับกู้ยืมเงินในลักษณะคิดเป็นคันรถบรรทุก คันละ 160,500 บาท และจะได้กำไร 12,000 บาทต่อเดือน (6.5%) เมื่อครบปี ผู้ลงทุนจะได้กำไรถึง 78% ของเงินต้น ในเดือนธันวาคมของทุกปีจะหักกำไรไว้ร้อยละ 4 เพื่อจ่ายค่าภาษีการค้า และยังมีการคิดเงินเป็นล้อสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยอีกด้วย โดยแบ่งเป็น 1 ใน 4 ของราคา 1 คันรถบรรทุก แม่ชม้อยจ่ายเงินดอกเบี้ยอย่างตรงเวลา และหากต้องการถอนก็สามารถถอนได้ ทำให้สามารถหลอกลวงได้อย่างแนบเนียน นอกจากนี้ตัวแม่ชม้อยเองก็ยังทำงานในการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จึงทำให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างการต้มตุ๋นนี้มีนักลงทุนถูกหลอกกว่าหมื่นราย และมีเงินหมุนเวียนในระบบถึงกว่า 10,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การต้มตุ๋นครั้งนี้ก็มีจุดจบเช่นเดียวกับครั้งอื่น ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต คือเริ่มต้นจากความผิดปกตินั่นเอง ธุรกิจแม่ชม้อยถูกตรวจสอบโดยกรมสรรพากร และพบว่ามีบัญชีธนาคารอยู่ 2 บัญชี คือบัญชีออมทรัพย์และกระแสรายวัน และได้ทำสัญญาเอาไว้ว่า ให้โอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ไปยังบัญชีกระแสรายวัน เมื่อมีการสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินออกจากบัญชีกระแสรายวัน จากการตรวจสอบรายรับรายจ่ายเพิ่มเติมก็พบว่าตัวแม่ชม้อยนั้นไม่ได้ทำธุรกิจอะไรที่น่าจะทำให้จ่ายดอกเบี้ยได้ในอัตราสูงถึงขนาดนั้น การที่แม่ชม้อยสามารถจ่ายได้ก็โดยการใช้กลยุทธ์แบบพอนซีนั่นเอง โดยการนำเงินลงทุนจากนักลงทุนหน้าใหม่ไปจ่ายให้กับนักลงทุนเก่า และจุดจบก็มาถึงในรูปแบบมาตรฐาน คือเมื่อไม่มีนักลงทุนหน้าใหม่ ก็จะไม่มีเงินดอกเบี้ยจะจ่าย เมื่อเงินที่มีอยู่เดิมหมดก็จะไม่มีจ่ายอีกต่อไป

เมื่อมีการตรวจสอบ นักลงทุนก็เริ่มระแวง ในช่วงปี 2527 – 2528 นั้นธุรกิจต้มตุ๋นนี้ก็จบสิ้นลง เนื่องจากมีนักลงทุนต้องการถอนเงินเป็นจำนวนมาก ทำให้แม่ชม้อยไม่สามารถจ่ายเงินได้ทัน จึงประกาศของดจ่ายเงินชั่วคราว และหอบเงินที่ยังมีเหลือหลบหนีกลับบ้านเกิดของตน ในที่สุดเมื่อนักลงทุนไม่ได้เงินคืนตามที่แม่ชม้อยสัญญา จึงมีการร้องทุกข์ไปยังกองปราบปราม และนำไปสู่การขุดคุ้ย รวมถึงจับกุมนางชม้อยในที่สุด รวมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการต้มตุ๋นครั้งนี้มีมากถึง 4,000 ล้านบาท ตัวนางชม้อยและพรรคพวกนั้นถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี แต่ก็ได้รับการผ่อนผันโทษ และออกจากคุกในปี 2536

การต้มตุ๋นแบบปิรามิด (Pyramid Scheme)

การต้มตุ๋นแบบปิรามิดนั้นเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีการใช้งานค่อนข้างบ่อย โดยลักษณะเด่นจะมีลักษณะคล้ายกับการขายตรงอย่างมาก โดยแบบปิรามิดนั้นจะมีด้วยกัน 2 ประเภท คือ

1. สมาชิกรุ่นแรกจะไปชักชวนให้สมาชิกใหม่ร่วมกันลงทุน และให้สมาชิกใหม่นั้นไปหาสมาชิกอีกต่อหนึ่งไปเรื่อย ๆ ในรูปแบบนี้จะเป็นเพียงการร่วมลงทุนเท่านั้น โดยไม่มีสินค้ามาขายแต่อย่างใด เรียกว่า “ปิรามิดเปลือย” (Naked Pyramid)

2. สมาชิกรุ่นแรกจะได้เงินจากการขาย “ชุดเริ่มต้น” (Starter kit) และได้เงินมากขึ้นเมื่อดาวน์ไลน์ขายชุดเริ่มต้นให้กับผู้อื่นต่อ โดยผู้ชักชวนนั้นไม่จำเป็นต้องขายสินค้าเพื่อให้ได้กำไร ซึ่งธุรกิจรูปแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเพื่อขายสินค้าที่ไม่น่าสนใจ หรือได้กำไรน้อย จึงต้องหารายได้หลักจากการขายชุดเริ่มต้นแทน

ในความเป็นจริงแล้ว การต้มตุ๋นแบบปิรามิดนั้นจะไม่สามารถทำกำไรได้เลย หากดาวน์ไลน์ชั้นล่างไม่ขาดทุน ซึ่งจุดที่ผิดกฏหมายนั้นก็มาจากการทำธุรกิจที่ต้องมีคนจำนวนมากขาดทุน เพื่อให้คนจำนวนน้อยได้กำไรนั่นเอง เพราะธุรกิจแบบปิรามิดจะไม่สามารถเติบโตได้ในระดับที่เพียงพอต่อการทำให้สมาชิกทั้งหมดได้กำไร หากสมมติให้สมาชิก 1 คนต้องหาดาวน์ไลน์ให้ได้ 8 คน สมาชิกในชั้นที่ 8 จะต้องหาดาวน์ไลน์ถึง 1.5 ล้านคน และอีกเพียงไม่กี่ชั้นก็จะเกินจำนวนประชากรบนโลก ซึ่งสมาชิกชั้นล่างนี้เองจะเป็นผู้ที่ขาดทุน เพื่อให้สมาชิกในชั้นบนได้กำไร (ซื้อชุดเริ่มต้นไปแล้วแต่ไม่มีใครให้ขายต่อเพื่อเอากำไร)

ในการต้มตุ๋นแบบปิรามิดนั้นแม้จะมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกับแบบพอนซี คือต้องหาสมาชิกใหม่เพื่อให้สมาชิกรุ่นแรกมีกำไร แต่มีความแตกต่างกัน คือ ในกลยุทธ์แบบพอนซีนั้นผู้ที่จะจัดหาสมาชิกใหม่คือเจ้าของบริษัทเพียงคนเดียว ในขณะที่กลยุทธ์แบบปิรามิด สมาชิกแต่ละคนจะเป็นฝ่ายไปตามหาสมาชิกใหม่ด้วยตนเอง

จำนวนดาวน์ไลน์ที่จำเป็นต่อการต้มตุ๋นแบบปิรามิด กรณีสมาชิก 1 คนหาดาวน์ไลน์ 6 คน

แล้วแตกต่างจากการขายตรง (MLM) อย่างไร?

การขายตรง (MLM – Multi Level Marketing) คือ รูปแบบการทำธุรกิจประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกลยุทธ์แบบปิ รามิดมาก โดยบริษัทในไทยที่เรารู้จักกันดีนั้นก็มี Amway และ Herbalife เป็นต้น โดยบริษัทแรกที่ทำการตลาดรูปแบบนี้ก็คือ Amway นั่นเอง สมาชิกจะทำการขายสินค้าให้กับผู้อื่น รวมไปถึงชักชวนให้เข้าเป็นสมาชิกขายตรง เพื่อให้ได้กำไร

หากดูเผิน ๆ จะเห็นว่าดูคล้ายกับการต้มตุ๋น คือมีการหาดาวน์ไลน์ และสร้างกำไรจากการมีลูกทีมจำนวนมากได้ แต่ในปี 1979 ก็มีการประกาศว่าการทำธุรกิจรูปแบบนี้ไม่ผิดกฏหมายแต่อย่างใด จึงทำให้มีบริษัทอื่นมากมายทำธุรกิจเลียนแบบ Amway ซึ่งจุดแตกต่างระหว่างการขายตรง กับการต้มตุ๋นแบบปิรามิดก็ คือ

2.การจะมีรายได้ในธุรกิจขายตรงได้ มีเพียงขายสินค้าให้กับผู้บริโภค หรือบริหารทีมขายเท่านั้น โดยหัวหน้าทีมจะได้เปอร์เซ็นต์จากการขายของลูกทีมด้วย (ยังไงก็ต้องขายสินค้าถึงจะได้เงิน)

ในการธุรกิจรูปแบบนี้ สมาชิกชั้นล่างไม่จำเป็นต้องขาดทุนเพื่อให้ชั้นบนได้กำไร เพราะหากไม่ขายก็จะไม่ได้เงิน และถึงแม้จะไม่หาดาวน์ไลน์ก็ไม่มีผลกระทบ เพราะสามารถซื้อใช้เองก็ได้ ซึ่งรายได้ที่ได้จากการซื้อสินค้าใช้เองก็จะกลายเป็นส่วนลดสำหรับสมาชิกไป

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นการต้มตุ๋นหรือการลงทุนอย่างสุจริต?

การจะแยกการต้มตุ๋นออกจากการลงทุนอย่างสุจริตเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เช่นในกรณีของนายเบอร์นาร์ดนั้นแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญหรือกองทุนข้ามชาติก็ยังหลงกลได้จากการวางแผนและการปกปิดอย่างแนบเนียน โดยมากมักจะลงมืออย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ในการระมัดระวังตัวจากการต้มตุ๋นก็สามารถทำได้หลายวิธี เช่น

1. ระมัดระวังการลงทุนที่จำกัดเวลา เหล่านักต้มตุ๋นมักจะทำการเสนอข้อเสนอที่ดูดีให้ ซึ่งพร้อมกันนั้นก็จะกดดันเพิ่มด้วยการบอกว่า “เป็นข้อเสนอที่มีในช่วงเวลานี้เท่านั้น” เพื่อไม่ให้สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันเวลา

2. ระมัดระวังการลงทุนที่ดูดีเกินจริง ไม่มีการลงทุนใดในโลกนี้ที่ไม่มีความเสี่ยง การบอกว่า “ไม่มีความเสี่ยง” “มีแต่ได้” หรือการเสนอเงินตอบแทนที่สูงผิดปกติ ล้วนแต่เป็นสัญญาณเตือนว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล

3. เอาใจใส่การลงทุน ดังที่เห็นในกรณีของนายเบอร์นาร์ด การต้มตุ๋นไม่จำเป็นต้องเสนอผลตอบแทนที่ดูดีเสมอไป เพียงแค่ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือก็มากเพียงพอ จุดสังเกตเดียวที่พอจะเห็นได้ก็คือการจ่ายเงินปันผลที่คงที่และตรงเวลาอย่างผิดธรรมชาติเท่านั้น จำไว้ว่าเงินที่ได้จากการลงทุนจะแปรปรวนตามสภาพตลาดการเงินในขณะนั้น

4. ใส่ใจข้อมูล หากเป็นนักต้มตุ๋นที่มีฝีมือ การหาข้อมูลอาจจะช่วยไม่ได้มากนัก แต่ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่าการกระโดดเข้าหาโอกาสที่ดูดีทันทีโดยไม่คิดอะไรเลย

5. ลงทุนในหลายธุรกิจ อย่าลงทุนลงในธุรกิจเดียวด้วยเงินทั้งหมด เผื่อเส้นทางสำหรับหนีไว้ด้วยการลงทุนในหลายธุรกิจ และลงทุนในธุรกิจที่ไว้ใจได้ด้วย เพื่อไม่ให้สิ้นเนื้อประดาตัวหากตกเป็นเหยื่อของการต้มตุ๋น

6. ตรวจสอบให้ดีว่าธุรกิจนั้นขายสินค้า หรือให้หาสมาชิกใหม่ หากได้เงินจากการหาดาวน์ไลน์แทนที่จะขายสินค้า แสดงว่านั่นคือการต้มตุ๋น

7. ระวังการเข้าเป็นสมาชิกของการทำธุรกิจใด ๆ การต้มตุ๋นแบบปิรามิดนั้นมักจะคิดค่าเข้าเป็นสมาชิกจำนวนมาก รวมไปถึงค่าฝึกฝนการขาย ค่าชุดเริ่มต้น และค่าสมาชิกรายปี

ข่าวสาร เทคโนโลยี การหาเงินจากการพนัน

Posts Tagged ‘คาสิโนออนไลน์’

บาคาร่าออนไลน์ สร้างรายได้ให้กับตัวเอง

บ่อนคาสิโนจัดเป็นบ่อนการพนันที่นักพนันทั้งหลายต่างให้คววามสำคัญและใฝ่ฝันที่จะเข้าไปเล่นบางคนจัดว่าเป็นสวรรค์สำหรับพวกเขา เพราะไม่ว่าจะจนหรือรวยก็สามารถเข้าไปสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้ บางคนดวงดีเล่นได้ก็จะมีความสุขและยึดติดอยู่กับการพนันในประเทศเพื่อนบ้านของไทยจะนิยมเปิดบ่อนคาสิโนเพื่อดึงดูดลูกค้ากันมากมายไม่ว่าจะเป็น พม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และฮ่องกง

ต่างนิยมเปิดบ่อนคาสิโนกันมากมายแต่ละแห่งจะมีกลยุทธ์ที่ดึงดูดลูกค้าแตกต่างกันออกไป บางที่ก็มีโปรโมชั่นต่างๆเพื่อเรียกลูกค้าเป็นจุดดึงดูดแล้วแต่ว่าใครจะมีกลยุทธ์แบบไหน นักพนันจึงใฝ่ฝันที่จะเข้าไปเล่นในบ่อนคาสิโนในบ่อนคาสิโนจะเห็นถึงความสะดวกสบายไม่ว่าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายไว้บริการนักพนันเพื่อความสะดวกไม่ว่าจะเป็นที่พักอาหารการกินร้านสะดวกซื้อ บาคาร่าออนไลน์ หรืออีกหลายๆอย่างซึ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่การพนันต่างให้ความประทับใจที่อยากที่เข้าไปเล่นการพนันในบ่อนคาสิโน บ่อนคาสิโนจึงเป็นเป้าหมายของการแสวงหาผลกำไรจากการพนัน เพราะคนที่เล่นการพนันจึงไม่ค่อยนึกถึงอะไรนอกจากการพนัน

แต่มันก็เป็นการเสี่ยงทั้งนั้น เพราะตามความเป็นจริงการเล่นการพนันไม่ใช่อาชีพที่ทำให้ใครรวยได้ได้อย่างที่คนเราคิดกันอย่างแท้จริง การพนันเป็นการกระตุ้นและดึงดูดให้เราอยากที่จะเข้าไปใกล้มันมากที่สุดการที่เราอยากเข้าไปใกล้และสัมผัสกับการพนันเกิดจากความโลภของคนเราซะส่วนใหญ่ความโลภทำให้คนเราทำอะไรโดยการขาดสติทั้งสิ้น บ่อนคาสิโนจึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ทำให้คนเราเกิดความโลภโดยที่คนเราไม่รู้จักความพอดีในชีวิตจึงทำให้คนเรากลายเป็นทุกข์เพราะเข้าไปติดบ่วงการพนัน

ทำไมไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่ที่รู้ๆคือชีวิตตอนนี้ไม่ได้ชอบซะเลย

น้องเขามาปรึกษาปัญหาชีวิตว่า จะเอายังไงต่อดี

เขาไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี อารมณ์ประมาณว่า ไม่รู้ว่าชอบงานอะไร ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตไปในรูปแบบไหนถึงจะโอเคกับชีวิตที่สุด รู้แค่ว่าชีวิตที่เป็นอยู่หนะไม่ชอบ

ผมก็เลยบอกกับน้องเขาใน concept สั้นๆว่า

“สาเหตุของปัญหานี้ คือน้องไม่มีเป้าหมายชีวิตยังไงหละครับ”

ถามจริงๆ ตั้งแต่เด็กจนโตมาจนป่านนี้ จะมีสักกี่คนที่เคยนั่งกับตัวเองเพื่อตั้งเป้าหมายชีวิตอย่างจริงๆจังๆ

คนส่วนมากคิดเพียง เรียน ทำงาน เลื่อนตำแหน่ง หกสิบเกษียณ อยู่บ้านเลี้ยงหลาน แล้วก็ตาย

บ้างก็เคยคิดว่าอยากได้อะไร อยากมีอะไรเพราะเห็นเพื่อนเขามีแล้วดูดี ก็อยากมีมั่ง แต่มันคือของที่ตัวเองต้องการจริงๆหรือเปล่า ไม่รู้.

การดำเนินชีวิตแบบนี้ดูมีเป้าหมายนะ แต่จริงๆ แล้ว มันคือการใช้ชีวิตแบบไหลไปตามกาลเวลาให้ให้เวลาพาชีวิตไป แก่ไปเรื่อยๆ คิดเพียงวันนี้จะทำอะไร พรุ่งนี้จะทำอะไร เรื่องเดือนหน้า ปีหน้า 10 ปีหน้า เอาไว้ก่อน ใกล้ๆแล้วค่อยคิด สุดท้ายก็ไม่เคยเห็นภาพรวมของความฝันตัวเองเลย ทีนี้จะรู้ได้ไงว่าจะไปทางไหนต่อ และจะรู้ได้ไงว่าตอนนี้ยืนอยู่จุดไหน แล้วจะรู้ได้ไงสเต็ปต่อไปคือยังไง สุดท้ายก็ “หลงทาง” ชาติหน้าถ้าไม่ลืมค่อยว่ากันใหม่หละกัน

อีกอย่างหนึ่งครับ มีอีกบางคนที่มีความฝันแล้วนะ มีเป้าหมายแล้วนะ ดีเลย แต่ดันตกม้าตายตรงที่ ไม่เคยเขียนลงกระดาษทำให้มันเป็นของที่มีอยู่ในโลกความจริง

เป้าหมายที่ดีไม่ใช่เขียนในวิมานอากาศ แต่ต้องเขียนไว้ในกระดาษ

เมื่อไม่เขียน และไม่คิดจะลงมือทำอย่างจริงจังแล้ว สุดท้ายความฝันที่เคยคิดไว้ ก็กลายเป็นฝันกลางวันที่ไม่เคยสำเร็จ

เป้าหมายชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก “ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงคนได้ นอกจากการที่เขามีเป้าหมาย”

ลองตั้งเป้าหมายดู แล้วจะรู้ว่าเราชอบอะไร กิจกรรมไหนที่เราต้องให้ความสำคัญ

น้องคนนี้ถามผมต่ออีกว่า “ฉันไม่รู้ว่าชอบอะไร เพียงแค่รู้ว่าสิ่งที่ทำอะ ไม่ชอบ”

ผมจึงแนะนำไปว่า แกไม่ใช่คนเดียวหรอกที่คิดแบบนี้ คนส่วนมากก็คิดแบบนี้

วันๆเราทำอะไรบ้างหละ…ไปที่ทำงาน แล้วกลับมาบ้าน ไปทำงาน แล้วกลับบ้าน ว่างๆแวะห้างหน่อย แล้วกลับบ้าน แล้วคุณจะรู้อะไรไปมากกว่าเส้นทางเดิมนี้หละ

“ฉันลองหาแล้ว!!”

ที่ว่าหาแล้ว เคยลองจริงๆไหม ลองจนหายคาใจเลยว่าชอบหรือไม่ชอบ

ผมเชื่อว่า หลายคนรู้ว่ามีรูปแบบการสร้างชีวิตทางโน้น ทางนี้ ทางนั้น แต่จะมีสักกี่คนหละที่เข้าไปศึกษาลองทำดูจริงๆจังๆอะครับ ส่วนมากเต็มที่ก็ได้แค่คิด จดๆจ้องๆ แต่ไม่เคยลงมือทำ ลองทำดู จะได้คลายความสงสัยให้สิ้นไส้ไปเลย

“ก็เคยลองทำแล้ว ก็มันไม่ใช่อะ!!” ผมจะบอกว่า เป็นปกติครับที่การลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำในครั้งแรก อาจจะไม่เจอสิ่งที่เราตามหาอยู่ ชีวิตเราไม่ได้ฟลุคถูกตั้งแต่ครั้งแรกขนาดนั้นหรอกครับ แต่การลองก้าวแรกที่ไม่รู้จะก้าวไปทำไมนี้ จะพาเราไปเจอก้าวต่อไป และก้าวอีกต่อๆไป ไม่นานครับคุณจะพบก้าวที่คุณชอบ

แล้วก้าวก่อนๆหละจะให้อะไรเรา ก้าวออกไปฟรีแบบนี้หรอ ผมบอกเลย “ทุกก้าวจะสร้างเรื่องราวให้เรา” อะไรที่ทำแล้วเราไม่ตาย เราจะโต แม้ลองทำก้าวนั้นๆแล้วไม่สำเร็จ สิ่งที่เราจะได้คือทักษะที่จะติดตัวไป ซึ่งต่อไปเราจะหวนกลับมาขอบคุณมัน ที่มันเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของเรา

เงินในกระปุกออมสินเต็ม ไม่ได้เต็มเพราะเหรียญแรกหรือเหรียญสุดท้าย แต่เต็มเพราะทุกๆเหรียญทำให้มันเต็ม ดังนั้นทุก้าวมีส่วนสำคัญทั้งนั้น แม้จะห่วยแตกหรือล้มเหลวก็ตาม

“โห!! ต้องใช้เวลาอ้อมขนาดนั้นเลยหรอ ดูเสียเวลาอะ”

ผมมองว่าไม่ได้เสียเวลานะ แต่เป็นการใช้เวลาเพิ่มทักษะของตัวเอง คนรอบรู้ ไม่อดตาย สอดคล้องกับที่ผมเคยบอกว่า คนมากทักษะ รายได้ก็มากด้วย

จริงอยู่ว่าประตูบางบาน เราอาจเปิดเจอของที่ไม่ได้ต้องการ แต่ก็ทำให้เรามีโอกาสเลือกประตูที่เหลือที่เป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ มากขึ้น แถมเราสามารถเก็บบทเรียนจากประตูที่ไม่ใช่ได้อีก

แต่ถ้าเกิดเราไม่ลองทำ ทำแต่เพียงจดๆจ้องๆ เราก็ยังอยู่ที่เดิมนี่แหละ แล้วก็ไม่มีทางรู้เลยว่าประตูไหนจะเป็นทางที่เราชอบ สุดท้ายก็นั่งทนอยู่ที่เดิม ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมก็แนะนำอะไรได้ไม่มากนอกจากทนต่อไปสัก 5 ปี แล้วหลังจากนั้น จะชินไปเอง…

“เฮ๊ย!! ก็อยากออกไปหานะ แต่คนเรามันต้องกินต้องใช้ทุกวัน ถ้าหาไม่เจอจะเอาอะไรกิน”

ผมไม่ได้บอกว่า “การออกมาหาเส้นทางที่ใช่ต้องลาออกจากงานมาหาเลย” ไม่ขนาดนั้นครับ คุณสามารถลองทำหาช่องทางอื่นทำในเวลาที่ยังคงทำงานเดิมอยู่นี่แหละ ทำไมต้องเลือกหละ ทำคู่กันไปได้เลยได้

งานประจำที่ทำอยู่ ผมไม่เคยบอกว่ามันไม่ดี มันคืองานที่สามารถเลี้ยงชีวิต ทำๆ สิ้นเดือนมีรายได้แน่นอน แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับนะว่า เพดานรายได้ไม่ได้สูง พูดง่ายๆ ผมไม่เคยเห็นใครรวยด้วยงานประจำ มันคืออาชีพที่ “รวยไม่ทน จนไม่นาน” ด้วยโมเดลแบบนี้จึงทำให้เรามีโอกาสสำเร็จได้ยากมาก สรุปคือ “ไม่อดตาย แต่ก็ไม่โต”

“อ้าว!! แล้วเขาทำยังไงอะ เขาถึงมั่งคั่ง”

เมื่อผมไปถามคนสำเร็จ พบว่าแทบทุกคนหละครับจะบอกว่า การที่ชีวิตเขาที่เปลี่ยนแปลงจนสำเร็จ เกิดจากการที่เขาทำอะไรบางอย่าง “หลังเลิกงาน”

ผมเชื่อว่าถ้าบ้านคุณไม่ได้มีต้นทุน คงหนีไม่พ้นต้องผ่านงานประจำ เมื่อเข้าสู่เวลางานประจำปุ๊บ Life Style คุณภาพชีวิตของแต่ละคนก็ไม่ต่างกันหรอกครับ ตั้งใจทำงาน ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง รายได้ขึ้น ปีหละสัก 10%

แต่ช่วงเวลาที่จะทำให้โลกนี้มีทั้งคนมั่งคั่งและไม่มั่งคั่ง มันขึ้นอยู่ในช่วงเวลา “หลักเลิกงานนี่แหละครับ”

คุณภาพชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่า “คนๆนั้นเอาเวลาว่าง –เวลาหลังเลิกงานไปทำอะไร?”

นี่คืออีก Key Success ที่สำคัญเลยนะครับ

ผมเชื่อว่าคนสำเร็จในช่วงที่เขากำลังสร้างเนื้อสร้างตัว เขาคงไม่ใช่คนที่เน้น ดูหนัง ฟังเพลง ร้องเกะ Shopping ดูคลิป Follow ละคร อะไรอย่างนั้น คุณอาจจะไปลองเขียนบทความ ลองพูดสอนสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ ลองเข้าสัมมนาพัฒนาตัวเอง ลองเรียนภาษา ลอง ขายของออนไลน์ หรือทำ ธุรกิจเครือข่าย อะไรก็ได้ หรือพูดง่ายๆ คือ “อยากสำเร็จต้องเน้นพัฒนาตัวเอง”

“ฉันทำงานมาเหนื่อยๆ ป๊ะ จะให้มาทำอะไรแบบนี้อีก เครียดไปป๊ะ ตึงไปป๊ะ??”

ก็เธอไม่ชอบชีวิตที่เป็นอยู่ไม่ใช่หรอ ถ้าจะให้หลุดก็ต้องดิ้นให้มากกว่าเดิม จริงไหมครับ คิดจะมีผลลัพธ์ชีวิตที่ดีกว่านี้ ก็ต้องเหนื่อยกว่าเดิมแน่นอนหละ ต้องเป็นมนุษย์ 200% เพราะทำเหมือนเดิม เหนื่อยทำเดิม ผลลัพธ์มันก็เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยตลอดไปหนิ มันเหมือนการเล่นว่าวหนะ เหนื่อยตอนแรกที่ต้องวิ่งเท่านั้นแหละ ถ้าการดิ้นของเรา มันทำให้หลุดจากชีวิตเดิมๆ คุณจะโตขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยหละ ถ้าท้อ เลิก ก็กลับสู่ฐานะเหมือนเดิม

“ทำไมคนสำเร็จใช้ชีวิตตึงจัง คนที่จะสำเร็จ มีความสุขไม่ได้เลยหรอ”

“ไม่จริงหรอกครับ!!” พวกเขาใช้ชีวิตอย่างความสุขมาก แม้จะยังไม่สำเร็จก็เถอะ

เพราะเขามีเป้าหมาย เขาจึงรู้ตัวเสมอว่าสิ่งที่เขากำลังอยู่นั้น เป็นก้าวที่เท่าไหร่ นำไปสู่ก้าวที่เท่าไหร่ของเป้าหมาย

ผมถึงบอกเสมอยังไงหละครับ เมื่อมีเป้าหมายชีวิต การตัดสินใจใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไปเองโดยที่เราแทบไม่ต้องฝืนเลย

ถามว่ามีฝืนไหม ต้องมีอยู่แล้ว ช่วงแรกไม่คุ้นชินหรอก เหมือนเริ่มออกกำลังกาย แต่เมื่อมีเป้าหมายของตนเองที่มีแรงจูงใจมหาศาล เราจะมีแรงฝืนต่อไป จนเมื่อมันกลายเป็นนิสัยแล้ว มันจะอยากทำเอง ทีนี้พอเราเริ่มจะทำอะไรที่ไร้สาระ เราจะเริ่มทำเรื่องไร้สาระอย่างฝืนๆ เพราะอยากทำตามเป้าหมายมากกว่า

“ถ้ามันเหนื่อยนัก ก็รีบทำให้สำเร็จเร็วๆสิ จะได้มีโอกาสได้เลิกทำซะที”

เราหลีกหนีไม่ได้หรอกครับที่ต้องสร้างชีวิต ไม่มีใครชอบสร้างชีวิต เพราะมันคือสิ่งที่จริงจังที่เราต้องทำ ก็เลือกงานที่ทำแล้วสำเร็จเร็วๆ แล้วรีบทำให้เสร็จๆ เวลาที่เหลือจะได้ไปเที่ยวเล่นยังไงหละครับ ไม่ต้องรอถึง 60 ปีเหมือนแต่ก่อนแล้วหละ

“ก็คิดไม่ออกอะ จะลองทำอะไรดี”

คิดไม่ออกไม่เป็นไรครับ เป็นธรรมดา แต่ขอให้พยายามคิด

เมื่อเราเริ่มคิด เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามนี้ในหัว สมองของเราจะเริ่มประมวลและมองหาคำตอบ

ลองนั่งเงียบๆ มีสติ คุยกับตัวเอง คิดและลิสต์มันออกมาใส่กระดาษเป็นข้อๆเลยครับว่า ชีวิตในอุดมคติ เพียบพร้อมทุกอย่างในความหมายของตัวเอง เราอยากมีอะไร อยากมีLife Style แบบไหน อย่าเอาสภาพที่เป็นอยู่มาลดทอนฝันของเรานะ และอย่าคิดว่า “งานอะไรก็ได้ของให้ได้เงินเท่านั้นเท่านี้บาท เอาเงินเยอะๆ” ถ้าไม่งั้นเราจะหลงทางไปพร้อมกับเงิน

เราต้องหา Life Style ของเราก่อน จะได้รู้ว่างานแบบไหนที่ตอบ Life Style ของเรา

อย่าคิดเหมือนคนทั่วไปที่คิดสวนทางไปเลย ที่คิดหางานก่อน แล้วค่อยปรับ Life Style ให้เข้ากับงาน

เพราะผลลัพธ์ที่คนส่วนใหญ่ได้คือ ได้ทำงานที่ไม่ได้ชอบสักเท่าไหร่ ได้ร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ปลื้มสักเท่าไหร่ แถมก็ยังได้ค่าตอบแทนที่ได้ก็ไม่ค่อยจะปลื้มด้วยสิ แล้วจะสนุกในเวลาทำงานได้อย่างไร จริงไหมครับ!!

เป้าหมายต้องมี Life Style การทำงานที่ต้องการก่อน คิดไม่ออกก็เอาคิดเอาไว้ ไม่แน่นะวันนี้คุณอาจจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือสักเล่มหรือบทความสักเรื่อง แล้วมันคลิกกับความคิดสิ่งที่สมองเรากำลังมองหาอยู่พอดี คุณอาจจะจับมันมาเป็นไอเดียแล้วพลิกชีวิตคุณไปเลยก็ได้นะ แต่ถ้าไม่เคยคิดถามสมองเลย สมองจะไม่พยายามมองหา แม้จะไปเจอไอเดียดีๆ โอกาสโดนๆ ก็มองไม่เห็นว่ามันคือโอกาส

“เมื่อคุณเริ่มหา ตาเราจะเริ่มมองเห็นสิ่งที่เรากำลังหา”

คำถามสุดท้ายครับ!!

“อยากรวยต้องทำยังไง??”

“จน ให้เข็ดก่อนสิ!! แล้วเดี๋ยวจะเริ่มรวย”

ที่ผมบอกแบบนี้เพราะผมสังเกตว่า คนเราเนี่ยจะคิดมีเป้าหมายและเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบจริงๆจังๆ ก็ต่อเมื่อ มี 2 วิ… เข้ามาในชีวิต คือ มีวิสัยทัศน์เข้าใจชีวิตรู้ว่าจะต้องเปลี่ยนก่อน วิกฤตจะเข้ามาและความคิดของคนสำเร็จ หรือไม่ก็ มีวิกฤต แบบว่าฉันทนไม่ไหวแล้วกับชีวิตที่ยืนอยู่ มันย่ำในที่แย่จนไม่ไหวแล้ว ไม่เปลี่ยนไม่ได้แล้ว

น้อยคนนะที่จะมีวิสัยทัศน์เปลี่ยนชีวิตก่อนจะมีวิกฤตเข้ามา ส่วนมากคนเรามักคิดเปลี่ยนชีวิตเมื่อเกิดวิกฤตก่อน ไม่ไหวแล้วจึงต้องเปลี่ยน

ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ตอบได้ง่ายมาก เพราะคำว่า “ก็ดีอยู่แล้ว” ยังไงหละครับ ที่เป็นสาเหตุไม่คิดเปลี่ยนชีวิต คำว่าดีอยู่แล้ว จึงเป็นอุปสรรคของคำว่า “ดีกว่า” ก็ไม่ได้ชอบใจชีวิตที่เป็นอยู่หรอก แต่ยังทนได้อยู่จึงไม่คิดจะเปลี่ยน ผมจึงบอกยังไงหละครับว่า “ถ้าอยากรวย เริ่มง่ายๆเลย ไปจนมาให้เข็ดซะก่อน” ถ้าเราเข็ดจริงๆ ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เราจะดิ้นสุดแรงเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ เราจะตามหาทุกวิธีที่เขาว่าทำแล้วจะสำเร็จ แล้วจะทำมันอย่างไม่เสียเวลาสงสัย และทำจริงอย่างไม่ลดละ ไอ้เจ้าแรงกดดันอันแรงกล้านี่แหละที่จะผลักดันเราออกจากหลุมนั้นแล้วเปลี่ยนชีวิตแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า สมองกับเป้าหมายชีวิต มันจะมีเวชมนตร์ความสำเร็จ แผ่ขึ้นมาแม้แต่คุณยังประหลาดกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตของตัวเองมากๆเลยหละ โอกาสหนะมันอยู่รอบตัวเรานี่แหละ เราจะเห็นมันหรือไม่ มันอยู่ที่เรากรอกเป้าหมายชีวิตใส่สมองในรูปแบบไหนหละ ลองตั้งเป้าหมายชีวิตดู แล้วคุณจะเห็นโอกาสรวยอีกมากมายเลยหละ

สูตรสำเร็จจาก “ภาพอิสระ” สู่ “อิสรภาพ” ทางการเงิน

ผมเชื่อว่า หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “financial freedom” หรือที่เรียกว่า “อิสรภาพทางการเงิน”
คำๆนี้ คนรู้จักหนะเยอะ แต่รู้จริงน้อยมาก

financial freedom จะเกิดขึ้น จะต้องมี… “รายได้แบบ Passive Income ต่อเดือน ให้มากกว่า รายจ่ายตาม Life Style ของตัวเอง”

อ๊ะ!! มีศัพท์ใหม่ “Passive Income” เป็นอีกศัพท์หนึ่งที่คนรู้จักเยอะ แต่รู้จริงน้อยเช่นเดียวกัน

เพราะทั้ง 2 คำนี้ เข้าใจแค่ทฤษฎีสูตรสำเร็จ ยังไม่พอ ต้องเข้าใจแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังมันด้วย

ไม่งั้น ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ยากที่จะได้มา

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นหละ??

เพราะเราคุ้นชินกับแนวคิดแบบ Active Income มาตลอดชีวิต

แนวคิด Active Income มันแตกต่างจาก Passive Income ราวฟ้ากับเหวเลยหละ

คนที่เข้าใจ Concept แต่ Active Income แม้จะเข้าใจ และมีรายได้แบบนี้มากมายแค่ไหน ก็ไม่มีทางได้ “financial freedom”

เพราะ Active Income ไม่ได้อยู่ในสูตรของ financial freedom ยังไงหละครับ

“financial freedom = รายได้ Passive Income > รายจ่ายตาม Life Style ของตัวเอง”

Active Income คือ รายได้ที่ทำงานแล้วได้เงิน ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ไม่ทำก็ไม่ได้

“ยิ่งทำยิ่งรวย ยิ่งรวยยิ่งยุ่ง” คนที่เปิดร้านค้าขายของเองน่าจะเข้าใจสถานะแบบนี้ดี

สูตรคือ “แรง + เวลา ไปแลก เงิน”

Passive Income คือ รายได้ที่ทำงานแล้วได้ทรัพย์สิน (ทรัพย์สินในที่นี้คือทรัพย์สินที่สามารถผลิตเงินงอกเงยให้เราได้) แล้วให้ทรัพย์สินผลิตเงินแทนเรา ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ไม่ทำก็ไม่ได้ (ยกเว้นถ้าสร้าง/สะสมทรัพย์สินมากพอแล้วทรัพย์สินผลิตเงินได้มากพอแล้ว ไม่ทำก็ได้เงิน”

“ยิ่งทำยิ่งรวย ยิ่งรวยยิ่งสบาย” คนที่เป็นเจ้าของอาคารห้องเช่าน่าจะเข้าใจสถานะแบบนี้ดี

สูตรคือ “แรง+เวลา ไปสร้างทรัพย์สิน แล้วให้ทรัพย์สินสร้างเงิน”

ตัวของเราหลุดพ้นจากการเป็นบ่อเกิดของเงิน ทีนี้จะไปทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน เพราะเป็นหน้าที่ของทรัพย์สินในการหา ไม่ใช่เรา

ผมไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่าอะไรนะ ทั้งสองอย่างนี้ ต่างก็มีข้อเด่นข้อด้อยที่แตกต่างกัน

ข้อเด่น Active Income

ทำงานก็ได้เงิน ได้เงินเร็ว ทันกินทันใช้ปัจจุบันทันด่วน ไม่ต้องรอ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย เหมือนปลูกถั่วงอก ที่ไม่กี่ก็ก็ได้กินผลผลิต

ข้อด้อย Active Income

เราจะไม่มีวันได้ financial freedom เพราะเราจะหยุดทำวางมือ ละไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลย เราคือบ่อเกิดรายได้ เมื่อบ่อเกิดไม่ทำ รายได้จึงไม่เกิด เมื่อยิ่งทำมาก ก็ได้เงินมาก แต่ก็ต้องเหนื่อยมากขึ้น ตามสูตรเลย อยากได้รายได้ Active Income มาก ก็ต้องเพิ่ม แรงและเวลา ให้มากขึ้นด้วย

ถามว่ามีโอกาสรวยไหม?? ก็มี แต่จำนวนจำกัด เพราะแรงและเวลาของเรามีจำนวนจำกัดครับ

เหมือนปลูกถั่วงอกเมื่อกี้ อยากกินมาขึ้น ก็ต้องปลูกให้มากขึ้น เมื่อกินหมด ก็ปลูกใหม่ ถ้ามัวไปเที่ยวเล่น ไม่ปลูก ก็อด จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนค้าขายบางคนถึงไม่กล้าเที่ยว เพราะเมื่อเที่ยว เขาขาดรายได้ยังไงหละครับ แม้จะรวยมาก ก็กลัวอยู่ดี กลัวพรุ่งนี้เงินหมดขึ้นมา เลยต้องทำ ทำ ทำ ต่อไป

ข้อเด่น Passive Income

มันเป็นรายได้ที่ไม่ต้องเป็นห่วงว่ามันจะหมดไป มันจะไหลมาเรื่อยๆ ไม่มีข้อจำกัดของตัวเราข้อไหนจะมีผลต่อรายได้ เพราะคนที่สร้างรายได้จริงๆคือทรัพย์สินไม่ใช่เรา แถมได้กินยาวๆ

เหมือนเราปลูกมะม่วง ปลูกทีเดียว เก็บผลผลิตได้ตลอดไป ถ้าไม่ไปโค่นมันทิ้งนะ แม้แรงเราจะหมด เวลาเราไม่มี มะม่วงก็ยังออกลูกอยู่ต่อไป

ข้อด้อย Passive Income

มันต้องใช้เวลา ไม่มีทรัพย์สินไหนหรอกครับที่ สร้างวันนี้ พรุ่งนี้เรารวยเลย ไม่มีครับ มันต้องใช้เวลา ปลูกมะม่วงวันนี้ ไม่มีทางว่าพรุ่งนี้จะได้กินลูก

ฉะนั้นช่วงแรก ผลผลิตอาจจะยังไม่มี หรือได้ไม่มากนัก ดูแล้วมันช่างคุ้มที่จะทำเลย

นี่แหละครับคือสาเหตุหลักเลยว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่มี Passive Income

ก็เพราะดูวันนี้ เร็วๆนี้ว่า ไม่เห็นคุ้มเลย ก็เลยเลิกทำไป

“ทำไมเขาคิดอย่างนั้นหนะ?!” ก็เพราะเขาเอาแนวคิดแบบ Active Income มาจับยังไงหละครับ ทำแล้วไม่ได้ตังตามคิด ก็เลิกสิครับ

แต่อันที่จริงแล้วเมื่อทำไปเรื่อยๆ รายได้จะเพิ่มเป็นทวีคูณครับ 2 เป็น 4 4 เป็น 8 8 เป็น 16 16 เป็น 32 เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ และไม่มีวันตกลงมานับหนึ่งใหม่ ถ้าทรัพย์สินยังไม่ถูกเราทำลาย ขายทิ้ง

เราต้องเข้าใจใน Concept ที่ว่า Passive Income คือการ “ลงทุน เพื่อเก็บเกี่ยวในอนาคต”

คนรวย เขาเข้าใจ และมี ทรัพย์สินแบบ Passive Income และหมั่นลงทุนในทรัพย์สิน Passive Income เขาจึงรวยเอารวยเอารวยเอา

แต่คนทั่วไป มักรู้จัก Passive Income แต่ไม่ค่อยรู้จริง และชอบลงทุนกับทรัพย์สินที่ไม่ได้สร้างรายได้เลย

“อ๊ะๆ!! อย่าเพิ่งบอกว่า ต้นทุนเงินน้อย คนรวยๆ ก่อนเขารวยก็ก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แค่เขารู้จักสร้างทักษะหาเงินเก่ง ออมเงินได้ และรู้จักลงทุน”

อยากให้ต้นทุนเยอะๆ ไม่ต้องอ้อนวอนบรรพบุรุษ ขอเพียงรู้จักเพิ่มต้นทุนแนวคิดความสำเร็จให้มากกว่าที่ผ่านมา

สรุปสุดท้าย ผมก็ตอบแทนคุณไม่ได้หรอกครับว่า รายได้ประเภทไหนดีกว่า มันอยู่ที่โจทย์ชีวิตคุณ มันเหมือนกับคุณมาถามว่าจะซื้อรถ รถคันไหนดีที่สุด ผมก็ตอบไม่ได้ จนกว่าผมจะรู้ว่าคุณจะเอารถไปทำอะไร ขนคนในครอบครัว 10 คน ก็แนะนำว่ารถตู้ดีสุด เอาเข้าไร่ ก็แนะนำว่า กระบะดีสุด ฉะนั้นต้องคิดก่อนครับว่า คุณอยากมี Life Style แบบไหนหละ สำหรับผมหนะหรอ ผมคิดว่า ทำไมคนเราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยหละ ในเมื่อรายได้ทั้งสองสามารถหาได้ในเวลาเดียวกันได้ เป็นพนักงานประจำ ก็สามารถหารายได้ Passive income ได้นี่หน่า แล้วจะเลือกทำไมหละครับ ก็เอามันทั้งสองอย่างเลยครับ ผมเลือกทั้งสองอย่างเลยนี่แหละ หาเงินเร็วแบบ Active Income เพื่อแก้ไขการเงินระยะสั้น ไว้ใช้จ่าย ชำระหนี้ในวันนี้ แล้วก่อสร้างทรัพย์สิน Passive Income ไปด้วย เพื่อความมั่นคงอย่างอิสระระยะยาว เมื่อวันไหนที่เราต้องการรายได้แบบ Active Income น้อยลง เพราะมีรายได้แบบ Passive Income เพิ่มมากขึ้น ทีนี้คิดจะไม่ทำ Active Income เลย ก็ตามใจฉันได้เลยครับ

หาเงินเก่งตามเส้นทางที่ฝันว่าจะทำด้วย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย มี Active Income ในสิ่งที่อยากทำ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ต้องทำเพราะขาดเงินจำเป็นต้องทำ แถมทำโดยไม่ต้องห่วงเรื่องเงินอีกเลยเพราะมี Passive Income เป็นทัพสนับสนุนแบบไม่ขาดสาย ลูกหลานได้กินต่อ มันจะไม่ตายแม้เราจะตายก็ตาม แจ่มแจ๋วสุดๆเลยครับ

เล่น gclub อย่างมีเหตุ ย่อมมีผล

เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล และก็ถ้าหากได้เห็นผล ก็ย่อมควรมีเหตุ จริงแท้แน่นอน พระพุทธเจ้า ได้กล่าวไว้ อาจไม่มีใคร ชั่วมาแต่กำเนิด และไม่มีเด็กผู้ใดกันแน่ ที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่ผ่านการอบรม แล้วจะทราบว่า จำต้องเลือกทางนี้นะแล้วจะดี ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีเหตุผล เป็นของตัวมันเอง

เพราะอะไรหมาจะต้องเห่า เพราะเหตุไรแมวขึ้นต้นไม้เก่ง เพราะอะไรกบต้องกระโดด เพราะเหตุใดปลา ต้องว่าย ทำไมมนุษย์ จึงมีเชาวน์มากยิ่งกว่าสัตว์ ทั่วๆไป เพราะอะไรมนุษย์ แล้วจึงเป็นสัตว์สังคม ไม่อยู่สันโดษ ราวสัตว์อื่นๆ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มี ที่มาที่ไป เกี่ยวกับเรื่องของการพนัน หากท่านได้ลองคิด ถึงมันดีๆแล้วละก็ จะรู้เรื่องว่า อาจไม่มีใคร เปิดคาสิโน หรือเว็บไซต์ การเดิมพันขึ้นมา เพื่อเงินใครกันแน่ได้ฟรีๆหรอก วิธีการทำธุรกิจ gclub ก็ต้องทำให้ได้เงิน คนใดกันแน่จะทำ ให้ขาดทุนกันล่ะ เรื่องเพียงนี้ หากไม่โดน ความอยากได้บังตา เข้าให้ก็คงไม่เกิดเรื่อง อย่างงี้ขึ้นในชีวิตสินะ แล้วเพียงพอเล่นๆไปหมดเนื้อ หมดตูด หมดเงิน ก็จริงที่บางบุคคล จะไม่โทษบุคคลอื่น แต่บางคน ก็ไม่โทษตนเอง แต่บอกไปว่า ที่ทำลงไป เพราะว่ามีเหตุมีผล มีค่าบ้านจำต้องส่งนะ มีค่าโดยสารต้องใช้ ค่าน้ำไฟ ลำพัง การดำรงชีวิต แบบมนุษย์ค่าจ้างรายเดือน มันไม่เพียงพออยู่ พอกิน พอใช้ได้ เลยจะต้องหาทาง ให้มีเงินน่ะสิ มันก็จะต้องมีไม่ถูก กันบ้างแหละ จะให้ทำอย่างไรได้ ไม่มีช่องทาง

ที่ทำไปเพราะเหตุว่า มีเหตุมีผลนะ ต้องหาอยู่ ทำมาหากิน จะให้ทำแต่ว่างานประจำหรอ ชาตินี้ก็ไม่ร่ำรวย นั่นแหละ อาจจะเป็นเหตุผล บางเหตุผล ของคนใดกันแน่หลายๆคน ในการไปเล่นการพนัน แต่เพียงแค่บางคน เท่านั้นนะ บางบุคคลก็แค่ติดโดยขาดเหตุผล ติดโดยอุปนิสัยส่วนตัว มีเงินอยู่และก็ยังต้องการที่จะเล่น

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

ตัวเลือกไบนารีและอัตราแลกเปลี่ยน
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: