PIP สวิง Forex Pivot กลยุทธ์จุด

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ได้ผลดีที่สุด

Reading time: 17 minutes

คุณอาจจะเคยได้ยินว่าการเทรดอย่างมีวินัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเทรดให้ประสบความสำเร็จ คำกล่าวนี้เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วหรือยัง ทางหนึ่งก็คือต้องมีกลยุทธ์เทคนิคการเทรดสักหนึ่งกลยุทธ์ให้คุณยึดตามได้ตลอดเวลา ซึ่งกลยุทธ์เทคนิคการเทรดดังกล่าวจะต้องสมเหตุสมผลและมีการทดสอบกับข้อมูลย้อนหลังแล้ว (backtesting) คุณถึงจะมั่นใจได้ว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดดังกล่าวเป็นกลยุทธ์เทคนิคเทรด Forex ที่ได้ผลจริง เมื่อมีความมั่นใจในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแล้วก็จะทำให้คุณปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดนั้น ๆ ได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่การเทรดอย่างมีวินัยนั่นเอง

มีหลายครั้งที่กลยุทธ์ Forex ถูกนำมากล่าวถึง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะพูดถึงแค่เฉพาะวิธีการเทรดอันใดอันหนึ่งซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวของแผนการเทรดทั้งหมด กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยสัญญาณการเข้าเทรดที่จะทำกำไรได้ให้เราเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาประกอบกันไปด้วย ได้แก่

  1. การกำหนดขนาดของสถานะสัญญาซื้อขาย (Position Sizing)
  2. การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
  3. วิธีการออกจากเทรด

กลยุทธ์ Forex และ CFD ที่ดีที่สุดแห่งปี 2020

หากจะให้บอกว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ไหนที่ดีและทำกำไรได้มากที่สุด คงจะไม่ได้มีแค่กลยุทธ์ไหนเพียงกลยุทธ์เดียวที่จะตอบโจทย์นี้ได้ เพราะว่ากลยุทธ์ Forex แต่ละกลยุทธ์ก็จะเหมาะกับแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นคุณจึงต้องคำนึงถึงลักษณะนิสัยของคุณเสียก่อนจึงค่อยมองหาว่ากลยุทธ์ Forex ตัวไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด บางอย่างอาจจะได้ผลดีกับบางคนแต่อาจจะเป็นหายนะสำหรับคุณก็เป็นได้

ในทางกลับกัน กลยุทธ์ Forex ที่หลาย ๆ คนบอกว่าไม่ดีอาจกลับกลายเป็นว่าเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับคุณที่สุดก็ได้เช่นกัน ดังนั้นการทดสอบใช้งานกลยุทธ์ Forex จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้การค้นหากลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่ได้ผลสำหรับคุณมากที่สุด และยังช่วยตัดกลยุทธ์ Forex ที่ไม่ได้ผลสำหรับคุณออกไปด้วย ตัวแปรหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาเป็นหลักเลยก็คือกรอบระยะเวลาในสไตล์การเทรดของคุณ

MetaTrader Supreme Edition – Admiral Markets

รู้หรือไม่ว่าที่ Admiral Markets เรามี MetaTrader เวอร์ชั่นอัพเกรดที่จะยกระดับความสามารถในการเทรดของคุณให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น วันนี้คุณสามารถเทรดด้วย MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ในเวอร์ชั่นขั้นสูงซึ่งมีฟีเจอร์การใช้งานเพิ่มเติมสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเมทริกซ์สหสัมพันธ์ (correlation metrix) ซึ่งทำให้คุณสามารถดูและเปรียบเทียบคู่สกุลเงินต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์ และวิดเจ็ต Mini Trader ที่ให้คุณทำการซื้อและขายได้ในหน้าต่างย่อยในขณะที่ยังสามารถทำงานอื่น ๆ ที่จำเป็นไปได้พร้อม ๆ กัน

สไตล์การเทรดนั้นมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน (ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทความนี้) โดยมีตั้งแต่กรอบเวลาระยะสั้นไปจนถึงกรอบเวลาระยะยาว ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา และยังเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 อีกด้วย เทรดเดอร์ Forex ที่ดีจะต้องมีความเข้าใจในสไตล์และกลยุทธ์แบบต่าง ๆ เมื่อจะหาวิธีการเทรด Forex ที่ได้ผลและประสบความสำเร็จให้กับตัวเอง ด้วยความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวนี้เท่านั้น จึงจะสามารถเลือกสไตล์และกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดและเหมาะกับภาวะตลาดปัจจุบัน

  • การเทรดแบบ Scalping – เป็นการเทรดแบบทำกำไรในระยะสั้น ๆ ซึ่งอาจใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น เทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Scalping จะรีบปิดออเดอร์เพื่อให้ได้ค่าสเปรด bid/offer ที่ต่ำ และช้อนเอากำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กลยุทธ์นี้มักจะใช้ Tick chart ซึ่งมีให้ใช้งานใน MetaTrader 4 Supreme Edition ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มเทรดนี้ยังมีอินดิเคเตอร์ Forex อันเยี่ยมยอดสำหรับการเทรดแบบ Scalping ให้เลือกใช้งานอีกหลายตัวด้วย กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Forex-1 นาที ก็นับเป็นตัวอย่างของการเทรดในสไตล์นี้ด้วยเช่นกัน
  • การเทรดแบบ Day trading – เป็นการเทรดที่เทรดเดอร์จะปิดออเดอร์และออกจากการเทรดก่อนที่จะหมดเวลาทำการเทรดของวัน การเทรดสไตล์นี้จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของตลาดในชั่วข้ามคืน กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Day trading นั้นถือเป็นกลยุทธ์ Forex ที่ดีมากสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ โดยอาจทำการเทรดในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง และตั้งค่าแท่งกราฟราคาเป็นแบบ 1 หรือ 2 นาที กลยุทธ์ Forex แบบ 50-pips ต่อวันเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่งของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Day trading
  • การเทรดแบบ Swing trading – เป็นการเทรดที่มีการเปิดสถานะค้างไว้หลาย ๆ วัน โดยที่เทรดเดอร์ตั้งเป้าที่จะทำกำไรจากรูปแบบราคาระยะสั้น เทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Swing trading มักจะดูแท่งกราฟราคาทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงหรือทุกชั่วโมง
  • การเทรดแบบ Positional trading – เป็นการเทรดตามเทรนด์ในระยะยาว โดยตั้งเป้าที่จะทำกำไรให้ได้มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาครั้งใหญ่ เทรดเดอร์ที่เลือกลงทุนในระยะยาวมักจะดูที่ราคาปิดในกราฟราคารายวัน กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Positional trading ที่ดีจะต้องอาศัยความอดทนและวินัยในการเทรดจากเทรดเดอร์เป็นสำคัญ นอกจากนี้ตัวเทรดเดอร์เองยังต้องมีความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของตลาดมากพอด้วย

กลยุทธ์ Forex แบบทำกำไร 50-Pips ต่อวัน

กลยุทธ์นี้จะใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงเปิดตลาดใหม่ ๆ ของคู่สกุลเงินที่มีการซื้อขายสูง อย่างเช่นคู่สกุลเงิน GBPUSD และ EURUSD เป็นคู่สุกลเงินที่เหมาะกับกลยุทธ์ Forex นี้เป็นที่สุด หลังจากจบแท่งเทียน 7am GMT เทรดเดอร์จะเปิดคำสั่งไว้ 2 คำสั่งและเปิดคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าแบบตรงกันข้ามอีก 2 คำสั่ง เมื่อหนึ่งในนั้นถูกดำเนินการจากการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้น คำสั่งอื่น ๆ ที่เปิดไว้ก็จะถูกยกเลิกไปโดยอัตโนมัติ

เป้าหมายกำไรจะถูกตั้งไว้ที่ 50 pips และคำสั่งหยุดขาดทุนจะถูกไว้ในช่วงระหว่าง 5 ถึง 10 pips ในระดับเหนือกว่าหรือต่ำกว่าแท่งเทียน 7am GMT หลังจากที่เริ่มก่อตัว การทำเช่นนี้จะช่วยในการบริหารความเสี่ยงได้ เมื่อมีการตั้งเงื่อนไขดังกล่าวไว้แล้ว ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าตลาดจะดำเนินไปในทิศทางใด การเทรดทั้งแบบ Day trading และ Scalping ต่างก็เป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบระยะสั้น ซึ่งสิ่งที่ต้องพึงระวังไว้ก็คือการเทรดแบบระยะสั้นนั้นมีความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

กลยุทธ์ Forex แบบเทรดรายวัน

เทรดเดอร์ Forex ที่ดีจะเชื่อข้อมูลกราฟรายวันมากกว่ากลยุทธ์การเทรดที่กรอบระยะเวลาสั้นกว่า หากเปรียบเทียบกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex 1-ชั่วโมง หรือแม้แต่กรอบระยะเวลาที่สั้นกว่า กับกราฟรายวัน จะเห็นว่ามีสัญญาณรบกวนของตลาด (market noise) น้อยกว่าในกราฟรายวัน โดยกราฟในลักษณะนี้ที่มีสัญญาณรบกวนของตลาดน้อยอาจทำให้คุณทำกำไรได้ถึงกว่า 100-pups ต่อวันเลยทีเดียวในกรอบเวลาระยะยาวขึ้น

สัญญาณการเทรดที่ได้ก็มีความน่าเชื่อถือมากกว่าและยังมีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้มากกว่ามากด้วย ซึ่งในการเทรดแบบนี้ เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องไปกังวลในเรื่องของข่าวประจำวันหรือการผันผวนของราคาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระหว่างวัน โดยวิธีการเทรดวิธีนี้จะมีหลักการ 3 ประการด้วยกัน คือ

  1. ระบุเทรนด์ให้ได้: ตลาดจะมีการโน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่งและจะแข็งแรงขึ้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลักสำคัญประการแรกของการเทรดในสไตล์นี้ก็คือต้องหาการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เกิดขึ้นค่อนข้างมากในตลาด Forex ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะสามารถระบุเทรนด์ของตลาด Forex ได้ก็คือต้องศึกษาข้อมูลตลาด Forex 180 period ขั้นตอนต่อไปก็คือระบุ Swing high และ Swing low เมื่อมีข้อมูลของราคาดังกล่าวแล้วและเอามาปรับใช้ในกราฟราคาปัจจุบัน ก็จะทำให้สามารถระบุทิศทางของตลาดได้
  2. ต้องโฟกัสอยู่ตลอด: ในจุดนี้คือต้องมีความอดทน ซึ่งจะทำให้คุณสามารถเอาชนะความต้องการที่อยากจะเข้าตลาดเดี๋ยวนั้นทันทีไปได้ เพราะการเทรดที่ดีให้ได้กำไรจะต้องรู้ว่าตอนไหนควรรอและเก็บเงินทุนเอาไว้สำหรับโอกาสที่จะทำกำไรได้มากกว่า
  3. ใช้เลเวอเรจต่ำและกำหนดจุดหยุดขาดทุนให้กว้าง: ควรระวังการแกว่งตัวของราคาอย่างรุนแรงในระหว่างวัน เลือกใช้จุดหยุดขาดทุนที่กว้างไว้จะดีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณเอาเงินลงทุนไปเสี่ยงเป็นจำนวนมากตามไปด้วย

แม้ว่าจะมีคำแนะนำในเรื่องของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดมากมายสำหรับเทรดเดอร์ FX มืออาชีพ แต่กลยุทธ์ Forex ที่ดีที่สุดที่จะทำให้ได้กำไรอย่างสม่ำเสมอจะได้ผลก็ต่อเมื่อมีการฝึกฝนจนชำนาญแล้วเท่านั้น ต่อไปนี้เป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดอื่น ๆ ที่คุณอาจนำไปลองใช้ได้

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex แบบ 1-ชั่วโมง

ในที่นี้คุณจะใช้ประโยชน์จากกรอบระยะเวลา 60-นาที ซึ่งคู่สกุลเงินที่จะเทรดด้วยกลยุทธ์นี้ได้ง่ายที่สุด ได้แก่ EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD และ AUD/USD โดยจะต้องใช้อินดิเคเตอร์ 100-pips momentum และ indicator arrow ซึ่งจะพบได้ใน MetaTrader 4

คุณจะสามารถเข้าเทรดสถานะ long (ซื้อ) ได้ก็ต่อเมื่อตรงตามหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  • อินดิเคเตอร์ 100-pips momentum ส่งสัญญาณซื้อ (Buy) เมื่อเส้นสีน้ำเงินทะลุผ่านเส้นสีแดงขึ้นไปจากด้านล่าง
  • Indicator arrow ส่งสัญญาณลูกศรสีเขียว

ในกรณีนี้ คุณอาจจะวางจุดหยุดขาดทุนไว้ต่ำกว่าเส้นอินดิเคเตอร์สีแดงหรือเส้นแนวรับล่าสุด คุณอาจจะปิดคำสั่งเทรดหลังจากทำกำไรได้ 30-pips หรือจะช้อนเอากำไรเมื่อ indicator arrow ส่งสัญญาณลูกศรสีแดงก็ได้

คุณจะสามารถเข้าเทรดสถานะ short (ขาย) ได้ก็ต่อเมื่อตรงตามหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  • อินดิเคเตอร์ 100-pips momentum ส่งสัญญาณขาย (Sell) เมื่อเส้นสีน้ำเงินทะลุเส้นสีแดงลงไปจากด้านบน
  • Indicator arrow ส่งสัญญาณลูกศรสีแดง

ให้วางจุดหยุดขาดทุนไว้เหนือเส้นอินดิเคเตอร์สีแดงหรือเส้นแนวต้านล่าสุด ปิดคำสั่งเทรดหลังจากทำกำไรได้ 30-pips หรือเมื่อ indicator arrow ส่งสัญญาณลูกศรสีเขียว

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex แบบรายสัปดาห์

แม้ว่าเทรดเดอร์ Forex หลาย ๆ คนชอบที่จะเทรดในระหว่างวันมากกว่าเนื่องจากความผันผวนของตลาดเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในกรอบระยะเวลาที่แคบลงได้ แต่กลยุทธ์การเทรด Forex แบบรายสัปดาห์นั้นมีความยืดหยุ่นและมั่นคงกว่า กราฟแท่งเทียนแบบรายสัปดาห์จะให้ข้อมูลตลาดที่ละเอียดยิ่งขึ้น โดยจะประกอบไปด้วยแท่งเทียนรายวัน 5 แท่ง และการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มตลาดตามจริง กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex แบบรายสัปดาห์จะใช้ขนาดสถานะที่ค่อนข้างต่ำเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไป

สำหรับกลยุทธ์นี้เราจะใช้อินดิเคเตอร์เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential Moving Average หรือ EMA) แท่งเทียนรายวันของวันสุดท้ายของสัปดาห์ก่อนหน้าจะต้องปิดที่ระดับเหนือค่า EMA ทีนี้เราก็ต้องคอยจับตาดูตอนที่ราคาทะลุระดับราคาสูงสุดของสัปดาห์ก่อนหน้า จากนั้นก็วางคำสั่ง Buy stop ที่จบแท่งเทียน H4 ณ ระดับราคาใหม่ที่ทะลุระดับราคาสูงสุดของสัปดาห์ก่อนหน้าไปแล้ว

ส่วนจุดหยุดขาดทุนจะต้องถูกตั้งไว้ใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดที่ใกล้ที่สุด ราว ๆ 50 ถึง 105 pips ค่าสูงสุดก่อนหน้าจะถูกนำมาคำนวณเมื่อระดับต่ำสุดที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่เกือบ ๆ 50 pips ในที่นี้ขอบเขตการเปลี่ยนแปลงของราคาในสัปดาห์ก่อนหน้าจะถูกนำมาคิดเป็นขอบเขตของกำไร

หน้าที่ของการเทรดด้วยพฤติกรรมราคา (Price Action) ในกลยุทธ์ Forex

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นจะถูกนำมาใช้ในแง่ไหนบ้างก็แตกต่างกันไปแล้วแต่เทรดเดอร์แต่ละคน และในขณะเดียวกันกลยุทธ์ Forex จะดีหรือไม่ดีก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานด้วย ซึ่งในส่วนนี้จะถือเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิค เมื่อพูดถึงกลยุทธ์การเทรดค่าสกุลเงินทางเทคนิคแล้วก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สไตล์หลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่ เทรดแบบตามเทรนด์ และเทรดแบบตรงข้ามเทรนด์ โดยทั้งสองกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex นี้ต่างก็มุ่งทำกำไรด้วยการใช้พฤติกรรมราคาเป็นหลัก

ถ้าจะให้พูดถึงพฤติกรรมราคาแล้ว หลักการสำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นแนวรับและแนวต้าน หรือจะให้พูดง่าย ๆ เลยก็คือแนวโน้มของตลาดที่จะมีการกลับตัวของราคาจากจุดต่ำสุดก่อนหน้าและจุดสูงสุดก่อนหน้า แนวรับคือแนวโน้มของตลาดที่จะพุ่งสูงขึ้นจากจุดต่ำสุดก่อนหน้า ส่วนแนวต้านก็คือแนวโน้มของตลาดที่จะตกลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า โดยแนวรับและแนวต้านเกิดขึ้นจากนักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ทิศทางของราคาว่าจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดก่อนหน้า

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าตลาดเข้าใกล้จุดต่ำสุดก่อนหน้า พูดง่าย ๆ เลยก็คือผู้ซื้อจะเข้ากว้านซื้อส่วนที่คิดว่าราคาถูก แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าตลาดเข้าใกล้จุดสูงสุดก่อนหน้า ก็คือผู้ขายจะเทขายส่วนที่คิดว่าราคาแพงหรือในจุดที่คิดว่าเหมาะกับการช้อนทำกำไร ดังนั้นจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดก่อนหน้าจึงเป็นเหมือนหน่วยมาตรฐานในการประเมินราคาปัจจุบัน

ระดับแนวรับและแนวต้านที่สามารถคาดการณ์ทิศทางตลาดได้นั้นเกิดขึ้นจริงตามทฤษฎี เนื่องจากนักลงทุนในตลาดจะคอยจนกว่าจะเกิดพฤติกรรมราคารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขึ้นในระดับแนวรับและแนวต้านเพื่อทำการเทรดตามนั้น ส่งผลให้ตลาดดำเนินไปในทิศทางที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้นั่นเอง

แต่ก็มีข้อพึงระวัง 3 ประการที่ไม่ควรมองข้าม ดังนี้

  1. ระดับแนวรับและแนวต้านไม่ใช่หลักเกณฑ์ตายตัว แต่เป็นเพียงแค่ผลลัพธ์โดยทั่วไปที่มักจะเกิดจากพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด
  2. ระบบการเทรดแบบตามเทรนด์จะเน้นทำกำไรในช่วงที่เลยช่วงเวลาที่เกิดแนวรับและแนวต้านไปแล้ว
  3. สไตล์การเทรดแบบตรงข้ามเทรนด์จะตรงข้ามกับการเทรดแบบตามเทรนด์ คือจะขายเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ และซื้อเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่

กลยุทธ์ Forex แบบเทรดตามเทรนด์

บางครั้งทิศทางของตลาดก็อาจเกิดขึ้นแบบเกินคาด คืออาจจะเปลี่ยนแปลงโดยลงไปต่ำกว่าแนวรับหรือขึ้นไปสูงกว่าแนวต้านจนเกิดเป็นเทรนด์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อเลยช่วงเวลาที่เกิดแนวรับไปแล้ว และราคาปรับตัวไปที่จุดต่ำสุดใหม่ ผู้ซื้อก็จะเริ่มหยุดซื้อ เนื่องจากเห็นว่าราคาที่ปรับตัวลดลงเริ่มทรงตัวและต้องการรอให้ราคาปรับไปถึงระดับต่ำสุดที่จะเป็นไปได้เสียก่อน ในขณะเดียวกันก็จะมีเทรดเดอร์ที่ตื่นกลัวรีบเทขายหรือต้องปิดสถานะเนื่องจากพอร์ตถูกล้าง

เทรนด์จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีการหยุดขายและผู้ซื้อเริ่มมั่นใจว่าราคาจะไม่ลดต่ำลงไปกว่านี้แล้ว กลยุทธ์การเทรดแบบตามเทรนด์นั้นคือเทรดเดอร์จะเข้าซื้อเมื่อราคาทะลุแนวต้านและแรงขายไป แล้วตกลงมาที่ระดับแนวรับ

เทรนด์ของตลาดอาจจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและยืดเยื้อกินเวลานาน เนื่องจากกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex นี้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของราคาเป็นสำคัญจึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดด้วยเช่นกัน ระบบการเทรดแบบตามเทรนด์จะใช้อินดิเคเตอร์ในการแจ้งเตือนเมื่อเกิดเทรนด์ใหม่ขึ้น แต่ก็ไม่ได้การันตี 100% ว่าจะเกิดขึ้นตามนั้นอย่างแน่นอน

ถ้าอินดิเคเตอร์สามารถบ่งบอกเวลาที่มีโอกาสที่เทรนด์เริ่มก่อตัวขึ้นได้ละก็ ถือว่าเป็นประโยชน์ในการเทรดเป็นอย่างมาก การแจ้งเตือนว่าอาจมีเทรนด์เริ่มก่อตัวขึ้นเรียกว่า ‘breakout’ โดยจะเป็นตอนที่ราคามีการเคลื่อนไหวทะลุขึ้นไปสูงกว่าระดับราคาสูงสุดหรือลงต่ำกว่าระดับราคาต่ำสุดในช่วงเวลาตามจำนวนวันที่กำหนดไว้สำหรับดูข้อมูล ตัวอย่างเช่น breakout ของระยะเวลา 20 วันเป็นไปในทิศทางขาขึ้น หมายถึงราคาพุ่งสูงขึ้นไปทะลุระดับราคาสูงสุดในช่วงระยะเวลา 20 วันที่ผ่านมา

ระบบการเทรดแบบตามเทรนด์จะต้องมีการควบคุมอารมณ์ในการเทรดให้ได้ด้วย เพราะเป็นการเทรดในระยะเวลานาน ซึ่งในระหว่างนั้นผลกำไรอาจจะหายไปได้หากเกิดการแกว่งตัวของราคาในตลาด เมื่อตลาดมีความผันผวน เราจะเห็นการแกว่งตัวของราคาได้ชัดเจนกว่าเทรนด์ ดังนั้นระบบการเทรดแบบตามเทรนด์จึงเป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่เหมาะที่สุดสำหรับตลาด Forex ที่เป็นเทรนด์แต่ผันผวนไม่มากนัก

ตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของกลยุทธ์การเทรดแบบตามเทรนด์ก็คือระบบ Donchian Trend ซึ่ง Donchian channel นั้นถูกคิดค้นขึ้นมาจากนักเทรดฟิวเจอร์สที่ชื่อ Richard Donchian โดย Donchian channel เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้ระบุการเริ่มเกิดเทรนด์ คุณสามารถปรับพารามิเตอร์ Donchian channel ได้ตามความเหมาะสม แต่สำหรับตัวอย่างนี้เราจะดูที่กรอบระยะเวลา 20 วัน

โดยหลักแล้ว Donchian channel จะให้คำแนะนำในการเทรดอยู่ 2 อย่างด้วยกัน คือ

  • ซื้อเมื่อราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้นไปเหนือระดับราคาสูงสุดในช่วง 20 วันก่อนหน้า
  • ขายเมื่อราคาปรับตัวลดลงไปต่ำกว่าระดับราคาต่ำสุดในช่วง 20 วันก่อนหน้า

นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์ในการเทรดเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่งเมื่อภาวะของตลาดเหมาะกับระบบการเทรดดังกล่าว หลักเกณฑ์ดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อกรองเอา breakout ที่ตรงข้ามกับเทรนด์ในระยะยาว หรือจะให้กล่าวสั้น ๆ ก็คือให้ดูเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MA) แบบ 25-วัน กับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 300-วัน ทิศทางของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะเวลาสั้นกว่าจะบ่งบอกแนวทางการเทรดให้กับคุณ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้จะบอกว่าคุณสามารถเทรด

  • short ถ้าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 25-วันอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 300-วัน
  • long ถ้าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 25-วันอยู่สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 300-วัน

การออกจากเทรดก็จะทำในแบบเดียวกันกับการเข้าเทรด แต่จะใช้กรอบระยะเวลาแค่ 10 วัน หมายความว่าถ้าคุณเปิดสถานะ long แล้วราคาตลาดปรับตัวลงไปต่ำกว่าระดับราคาต่ำสุดในช่วง 10 วันก่อนหน้า คุณอาจจะต้องทำการขายเพื่อออกจากเทรด หรือในทางตรงกันข้าม

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex แบบ 4-ชั่วโมง

หนึ่งในกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่มีประโยชน์และได้ผลอย่างมากก็คือกลยุทธ์การเทรดตามเทรนด์แบบ 4 ชั่วโมง แต่กรอบระยะเวลา 4 ชั่วโมงนั้นจะเหมาะกับเทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Swing Trading มากกว่า กลยุทธ์นี้จะใช้กราฟแบบ 4 ชั่วโมงเป็นกราฟ base ในการค้นหาบริเวณที่มีสัญญาณการเทรดที่จะทำกำไรได้ ส่วนกราฟแบบ 1 ชั่วโมงจะเป็นกราฟ signal ใช้เป็นตัวค้นหาจุดที่จะเปิดสถานะสัญญาซื้อขาย

ข้อควรระวังคือกรอบระยะเวลาสำหรับหาสัญญาณการเทรดในกราฟ signal ควรจะมีระยะเวลาน้อยกว่ากราฟ base อย่างน้อย 1 ชั่วโมง โดยจะมีการเลือกใช้เส้น MA 2 ชุดด้วยกัน ชุดแรกจะเป็นเส้น MA 34-period ส่วนอีกชุดหนึ่งจะเป็นเส้น MA 55-period และเพื่อยืนยันว่าเทรนด์นั้นคุ้มค่าพอที่จะเข้าเทรดหรือไม่ เส้น MA จะต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมราคา

  • ราคาจะยังคงอยู่เหนือเส้น MA
  • เส้น 34-MA จะยังคงอยู่เหนือเส้น 55-MA และยังเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ
  • เส้น MA จะเฉียงขึ้นไปให้ได้นานที่สุดในระหว่างเทรนด์ขาขึ้น
  • ราคาจะยังคงอยู่ต่ำกว่าเส้น MA
  • เส้น 34-MA จะยังคงอยู่ต่ำกว่าเส้น 55-MA และยังเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ
  • เส้น MA จะเฉียงลงไปให้ได้นานที่สุด

เส้น MA จะเป็นตัวแสดงโซนแนวรับในช่วงเทรนด์ขาขึ้น และแสดงโซนแนวต้านในช่วงเทรนด์ขาลง ภายในหรือรอบ ๆ โซนดังกล่าวนี้จะเป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบตามเทรนด์ เรียนรู้ขั้นตอนการเทรดกับเราในหลักสูตรการเรียนรู้ใหม่ล่าสุดอย่าง Forex 101 ที่ยังมีข้อคิดเห็นสำคัญ ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดมืออาชีพให้ด้วย คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อลงทะเบียนฟรี

กลยุทธ์ Forex แบบเทรดตรงข้ามเทรนด์

กลยุทธ์การเทรดตรงข้ามเทรนด์จะยึดหลักความจริงที่ว่า breakout ส่วนใหญ่จะไม่พัฒนาไปเป็นเทรนด์ระยะยาว ดังนั้นเทรดเดอร์จึงใช้กลยุทธ์ดังกล่าวนี้เพื่อหาประโยชน์จากแนวโน้มที่ราคาจะพลิกตัวจากระดับราคาสูงสุดและต่ำสุดก่อนหน้า ในทางทฤษฎี กลยุทธ์การเทรดตรงข้ามเทรนด์ถือเป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ดีที่สุดในการเพิ่มความมั่นใจ เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จค่อนข้างสูง

แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องทำเลยก็คือต้องมีการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมและเคร่งครัด กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex นี้จะใช้ระดับแนวรับและแนวต้านเป็นสำคัญ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการสูญเสียอย่างมากเช่นกันเมื่อผ่านช่วงแนวรับและแนวต้านไปแล้ว ควรมีการติดตามดูตลาดอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งสภาวะตลาดที่เหมาะกับกลยุทธ์นี้ที่สุดคือตลาดที่เสถียรและมีความผันผวน เพราะสภาวะตลาดดังกล่าวจะมีการแกว่งตัวของราคาที่เหมาะสมไม่ออกไปนอกกรอบ แต่ควรพึงระวังไว้ด้วยว่าสภาวะตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ตัวอย่างเช่น ตลาดที่เสถียรและไม่มีการเคลื่อนไหวมากนักอาจจะเริ่มเกิดเทรนด์ขึ้นได้ จากนั้นก็จะเริ่มมีความผันผวนเกิดขึ้นเมื่อเทรนด์เริ่มก่อตัวขึ้น โดยสภาวะของตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดนั้นจะยังไม่แน่นอน คุณควรมองหาเบาะแสที่จะบ่งชี้สภาวะตลาดปัจจุบัน เพื่อตัดสินว่าเหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณหรือไม่

ค้นหากลยุทธ์ Forex ที่เหมาะกับคุณที่สุด

แหล่งที่มา: ตัวอย่างบัญชีทดลองของ Admiral Markets

มีการพัฒนาอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคหลาย ๆ ตัวขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีในการเทรดออนไลน์ที่ล้ำสมัยขึ้นทำให้คนเราสามารถเข้าถึงเครื่องมือและแพลตฟอร์มในการสร้างอินดิเคเตอร์และระบบสำหรับการเทรดของตนเองได้มากยิ่งขึ้น

คุณสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคในส่วนการเรียนรู้ของเราหรือในแพลตฟอร์มเทรดที่เรามีให้บริการ กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ดีที่สุดสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่นั้นควรจะเป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน และใช้ได้ผลในหมู่เทรดเดอร์ Forex ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว คุณจะค้นพบกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่เหมาะกับสไตล์ของคุณที่สุดได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดลองและความล้มเหลวมาแล้วหลาย ๆ ครั้ง ลองเข้าไปทดสอบกลยุทธ์เทคนิคการเทรดได้แบบไร้ความเสี่ยงกับบัญชีทดลองเทรดของเรา

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

ข้อมูลนี้ไม่ใช่และและไม่ควรถือเป็นการแทนคำปรึกษาด้านการลงทุน คำชี้แนะด้านการลงทุน ข้อเสนอหรือคำชักชวนในการทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับตราสารทางการเงินทั้งสิ้น โปรดทราบว่าบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเทรดดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ถึงสภาวะของตลาดในปัจจุบันหรือในอนาคต เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ก่อนตัดสินใจลงทุนใด ๆ คุณควรขอคำแนะนำจากผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินเสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

4 รูปแบบ กลยุทธ์การเทรด Forex

จริตหรือนิสัยตามธรรมชาติของคนเรานั้น ค่อนข้างจะไม่เหมือนกัน เช่น บางท่านอาจจะชอบความสันโดษ ชอบอยู่คนเดียว เงียบๆสงบๆ ไม่วุ่นวาย แต่ในขณะที่บางท่านอาจชอบชีวิตแบบสังคมที่มีผู้คนมากมายพลุกพ่าน ดูแล้วครึกครื้น ไม่เงียบเหงาวังเวง ในการลงทุนในตลาด forex จริต, นิสัย ในการเทรดของเหล่าเทรดเดอร์ของแต่ล่ะท่าน ก็เช่นกัน จะแตกต่างกันไปตามความถนัดที่ชอบของแต่ล่ะท่าน สำหรับบทความในวันนีั การลงทุนเชิงกลยุทธ์แบบไหนทีเป็นสไตล์ของคุณ หรือที่คุณถนัดนั่นเอง บางท่านอาจจะงวยงงว่า กลยุทธ์หรือสไตล์การเทรดมันคืออะไร แล้วตูจะรู้ว่าได้ยังไง ว่าถนัดอะไร เพราะยังไม่รู้เลย ใจเย็นๆนะครับ กำลังจะอธิบาย
สำหรับสไตล์หรือรูปแบบเชิงกลยุทธ์ในการลงทุน โดยหลักๆ แล้วจำแนกออกเป็น 5 ข้อดังนี้ครับ

  1. Scalping คือเน้นทำกำไรระยะสั้น ๆ
  2. Day trading คือการเข้าออเดอร์เน้นที่ช่วงของราคามีจังหวะสะบัดหรือสวิงนั่นเอง
  3. Swing trading คือการเทรดโดยเน้นยึดเทรนด์เป็นหลัก
  4. Trend trading คือการเทรด เน้น ยึดเทรนด์เป็นหลัก

ในแต่ละรูปแบบ มีข้อดี ข้อเสียดังนี้

1. Scalping

คือการเทรดเน้นที่ความถี่ของออเดอร์ เน้นทำกำไรระยะสั้นๆ ส่วนใหญ่ก็จะเล่นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่นไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงหรือบางทีอาจจะมากกว่า หรือน้อยกว่านี้ ทามเฟรมที่นิยมเล่นกันคือตั้งแต่ 1 นาทีไปจนถึง 5,15, 30 นาที โดยใช้ทามเฟรม 1 ชั่วโมงเป็นตัวคุมภาพรวม ใช้ทามเฟรมรายวันเพื่อดูแนมโน้มในวันถัดไป ข้อดี ข้อเสีย ของการเล่นแบบ Scalping มีดังนี้ครับ

ข้อดี

  • สามารถทำกำไรปริมาณมากๆ ในเวลาสั้นๆ (ประมาณ 1-200 จุด , 10 – 20 pip หรือมากกว่า)
  • ยิ่งเข้าถี่ๆยิ่งสร้างกำไรได้เยอะ (เสี่ยงขาดทุนสูงเช่นกัน)
  • เลือกเข้าตลาด(เทรด) เน้นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนชัดเจน (ใช้เวลาน้อย)
  • รู้ผลกำไร/ขาดทุนรวดเร็วทันใจ เพราะเน้นลงทุนระยะสั้น เริ่มตั้งแต่ 1 นาที
  • ไม่ต้องวิเคราะห์ตลาดในระยาวให้ปวดหัว เพราะไม่ถือยาวอยู่แล้ว

ข้อเสีย

  • ต้องเฝ้าหน้าจอ
  • มีความเสี่ยงสูง ความถี่ของออเดอร์ช่วยทำกำไรเยอะก็จริง แต่เสี่ยงขาดทุนเยอะเช่นกัน
  • จังหวะที่ตลาดผันผวนมากๆ หากไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี มีโอกาสโดนล้างพอร์ต หรือหมดตัวเร็ว
  • ต้องมีประสบการณ์และความชำนาญในตลาดไม่น้อย หากเล่นแนวนี้

2. Day trading

เป็นกลยุทธ์การซื้อขายที่เน้นทำกำไร ที่จะเทรดจบในวันเดียว ไม่ถือออเดอร์ข้ามคืน เพื่อหลีกเลี่ยงค่า Swap (ค่าดอกเบี้ยถือข้ามคืน) กลยุทธ์ Day trading จะต้องสนใจข่าว ต้องตามข่าว ก่อนออกออเดอร์เสมอ โดยจะเน้นทำกำไร ในช่วงที่มีข่าวสำคัญประกาศ ดังนั้น เทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์นี้จะต้องมีเวลาพอ ต้องติดตามข่าว และเฝ้าหน้าจออย่างต่อเนื่อง

ข้อดี

  • มีโอกาสทำกำไรได้สูง ถ้าวิเคราะห์ข่าวเป็น
  • ไม่ต้องเสียค่า Swap เพราะไม่ถือข้ามคืน
  • มีข้อมูลในการวิเคราะห์ตลาดภาพรวม เนื่องจากมีการติดตามข่าวตลอด เป็นคนทันโลก ทันเหตุการณ์

ข้อเสีย

  • ต้องเฝ้าหน้าจอ
  • ต้องคิดวิเคราะห์ข่าว
  • โอกาสทำกำไร มากน้อย ขึ้นอยู่กับสถานะการข่าว

3. Swing trading

กลยุทธ์การซื้อขายแบบ Swing Trading ของเทรดเดอร์ในตลาด Forex นั้นมีทั้งระยะสั้นและแบบระยะยาว ไม่ขึ้นกับระยะเวลา การถือยาวหรือสั้นจะขึ้นอยู่กับ Timeframe ที่ใช้ เนื่องจากจังหวะที่เทรด เหมาะกับสภาวะตลาดที่มีการแกว่งตัวรุนแรงหรือสภาวะตลาดที่เป็น Sideway ดังนั้นทักษณะเรื่องการมองกราฟราคาให้ออกว่าอยู่ในแนวโน้มแบบใดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การเทรดด้วยวิธีนี้จะนิยมใช้การจัดการความเสี่ยงด้วยการทำ Hedging หรือการจัดการความเสี่ยงแบบ เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) อาจจะใช้การจัดการความเสี่ยงด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น Stop loss (แบบมีชั้นเชิง), ฯล แต่ส่วนมากแล้วจะนิยมใช้ Hedging กันชะเป็นส่วนใหญ่ สำหรับสวิงเทรดดิ่งนี้ สามารถเป็นได้ทั้งระยะสั้น- ระยะกลาง -ระยะยาว เช่นจากรายชั่วโมง – รายวัน – รายสัปดาห์ รายเดือน ไปจนถึงรายไตรมาสก็ได้ (day trade, week trade, month trade) ปกติแล้วเทรดเดอร์เมื่อเข้ามาอยู่ในตลาดชักระยะแล้ว มักจะไต่เต้าเป็นสวิงเทรดดิ่งไปเองโดยอัตโนมัต โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากทนกำไรไม่ได้ (แต่ทนขาดทุนได้) คือเมื่อเห็นเป็นกำไรก็มักจะปิดออเดอร์ แล้วหาจังหวะเข้าใหม่นั่นเอง(ส่วนมากเป็นกันทุกคน)

ข้อดี

  • เหมาะกับตลาดที่มี leverage มีความผันผวน
  • เน้นที่จังหวะเข้าเท่านั้น ไม่ต้องสนใจเทรนด์หรือแนวโน้ม
  • ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ (มีเวลาไปไหนมาไหนได้ตามสะบาย)
  • ไม่ต้องเข้าออเดอร์บ่อย (ในวันหนึ่งเข้าไม่กี่ไม้หรือเข้าเพียงไม้เดียว)
  • สามารถซื้อได้หลายๆคู่ พร้อมกัน (เน้นเข้าให้ถูกจังหวะ ถ้าผิดตัดขาดทุนด้วย stop loss ไป)
  • เหมาะกับรูปแบบการจัดการความเสี่ยงโดยใช้ Fixed ล็อท เพื่อความคล่องตัว

ข้อเสีย

  • ต้องหาจุดเข้าให้เป็นและแม่นด้วย (จุดเข้าสำคัญกว่าการมองเทรนด์)
  • โดนลากบ่อย เมื่อเข้าผิดจุด
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการถือกำไรระยะยาว

4. Trend trading

สิ่งสำคัญของการใช้กลยุทธ์สไตล์นี้คือ การอ่านเทรนด์ให้ขาด มองเทรนด์ใหญ่เป็นหลัก พูดง่ายก็คือ จังหวะเข้าไม่สำคัญเท่าการมองเทรนด์ขาด (การอ่านเทรนด์สำคัญกว่าหาจังหวะเข้า) และเราจะต้องปล่อยกำไรให้วิ่งไปจนสุดเทรนด์ ไปจนกว่าเราเห็นว่าราคาหรือเทรนด์มันหมด จะไม่ไปต่อแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอันใด แล้วคุณก็ปิดจ๊อบ(ปิดออเดอร์) เอากำไรก้อนโต เป็นอันว่าเสร็จภาระกิจ แต่ก็มีบางท่านที่สับสนกับ Trend follow กับ Swing trading อธิบายง่ายๆก็คือ ในการเทรดหากคุณตั้ง stop loss และ take profit ไปเรื่อยๆ ของในแต่ล่ะช่วง ก็เท่ากับว่าเป็นการจำกัดกำไร จำกัดการขาดทุน อย่างนี้ก็ไม่ใช่ Trend follow แต่จะเป็น swing trade ทันที ฉนั้น Trend follow จึงมีแค่ตั้ง stop loss แล้วรันไปเรื่อยๆ โดยไม่ตั้ง take profit ไปจนกว่าเรามองเห็นว่ามันสุดเทรนด์ แล้วปิดออเดอร์รอบเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการขาดทุนหลายๆรอบ ในช่วงที่สวนเทรนด์ แต่เมื่อราคากลับมา แลัววิ่งไปตามเทรนด์หลักจนสุด หรือเห็นว่ามีสัญญาณที่ไม่ดี ที่เทรนด์จะไม่ไปต่อแล้ว ก็ปิดทำกำไรรอบเดียว โดยกำไรที่ได้นี้ก็จะ cover การขาดทุนทั้งหมด ไปโดยปริยาย

ข้อดี

  • สามารถนำไปใช้ได้ทุกตลาด เช่น หุ้น
  • ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ (มีเวลาไปไหนมาไหนได้ตามสะบาย)
  • ไม่ต้องเข้าออเดอร์บ่อย (ในวันหนึ่งเข้าไม่กี่ไม้หรือเข้าเพียงไม้เดียว)
  • เลือกระยะการเทรดได้ง่าย เพราะดูจากเทรนด์เป็นหลัก
  • เหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยว่าง เพราะเล่นรอบใหญ่ ระยะยาว
  • ลดความกังกลเพราะไม่ต้องมาคลุกคลีกับกราฟเกินไป
  • ไม่ต้องปวดหัว เพราะใช้ Stop loss ตัดขาดทุนถ้าไปผิดทาง (ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม)
  • สามารถเล่นทามเฟรมระยะสั้นได้เหมือนกัน แต่ต้องมองเป็นเทรนด์ เช่นทามเฟรมรายวัน

ข้อเสีย

  • ไม่เหมาะกับผู้มองเทรนด์ไม่เป็น หรือมองไม่ขาด
  • เป็นการลงทุน ระยะยาว ต้องใช้งบลงทุนสูง
  • ต้องมีความอดทนสูง ใจเย็นมากๆ ไม่ว่ากำไรหรือขาดทุน ในช่วงที่เทรนด์กำลังวิ่ง
  • ในตลาด forex ใช้ระบบมาร์จิ้น มี leverage สูง หากจะถือยาวจริงๆ ต้องมีการคำนวณ วางแผนการที่รัดกุมมากๆ แล้วพอร์ตที่ถือต้องใหญ่มากๆ ตามเทรนด์บวกระยะเวลาที่กำหนด
  • ไม่เหมาะกับนักลงทุนระยะสั้น ที่ต้องการหมุนเงิน

แล้วสไตล์หรือเทคนิคเชิงกลยุทธ์แบบไหนที่เหมาะกับเรา สไตล์หรือเทคนิคเชิงกลยุทธ์รูปแบบไหนที่เหมาะกับเรา ก็คงดูไม่ยากครับ เอาง่ายๆ เลยดังนี้ครับ

  • Scalping หากท่านต้องการปั่นพอร์ต ทำกำไรให้เติบโตในระยะสั้นๆ โดยไม่ซีเรียสกับการเฝ้าหน้าจอ
    ก็โฟกัสไปที่ การฝึกกลยุทธ์ ต่างๆ เกี่ยวกับ Sclapping เช่น วิธีจัดการความเสี่ยงแบบ Sclapping, กลยุทธ์การทำกำไรแบบ Sclapping, ระยะเวลา(ทามเฟรม)ที่เหมาะกับ Sclapping
  • Day trading หากท่านคือสายโหด กำไรหรือขาดทุน มันเร็วฟ้าผ่าในช่วงพริบตาเพียงไม่กี่นาที อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเร็วแบบฟ้าผ่าสักเพียงไหน หากเราอยู่กับมันนานๆ เราก็จะมีแผนรับมือกับมันเอง โดยการใช้กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง ที่มีชั้นเชิงทางเทคนิคที่สูงขึ้น เช่นการทำ Hedging เชิงลึก,การจัดการความเสี่ยงโดยวิเคราะห์จาก Maximum Draw-down ที่เหมาะสม เป็นต้น
  • Swing trading หากคุณอยากมีเวลาว่าง ไม่ชอบเฝ้าหน้าจอ ไม่ต้องเข้าออเดอร์หลายไม้
    ก็โฟกัสไปที่ การหาจุดเข้าให้แม่นๆ ฝึกกลยุทธ์ต่างที่ใช้กับ swing trade
  • Trend trading ถ้าท่านเป็นคนที่มีทุนหนา มีงบลงทุน(เงิน) ที่เย็นมากๆ ไม่ได้นำไปหมุนใช้อะไร เเละตัวท่านเองก็เป็นคนที่ใจเย็น(มากๆ) แบบอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มีความเด็ดเดี่ยวและมั่นคง ทนกำไรหรือขาดทุนในระยะยาวได้(ไปจนสุดเทรนด์) เป็นคนมองการไกล อ่านเทรนด์ขาด บวชก่อนเบียด (บวชก่อนเบียด มันเกี่ยวกันไหมเนี่ยะ! 555)

Pivot point

Pivot point

ตอนนี้ก็ยังอิงกะแนว วิชาการ นำเสนอด้วย Pivot Point เทรดเดอร์มืออาชีพ และ Market Maker นิยมที่จะใช้ Pivot point นี้มาเป็นเครื่องมือในการหาแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ที่อาจเกิดการกลับตัวของราคาได้ในระดับแนวรับแนวต้านนั้นๆ อาจเห็นว่า Pivot point นั้นมีความคล้ายคลึงกับ Fibonacci อยู่มากทีเดียว แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองอย่างก็คือการใช้ Fibonacci เราสามารถเลือกจุดสวิงสูงสุด และต่ำสุดได้ตามที่เราต้องการ แต่การใช้ Pivot point เราจะไม่สามารถเลือกสวิงได้

แต่เราจะใช้ค่าเดียวที่ได้จากการคำนวณ Pivot point นี้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับการนักเทรดระยะสั้นที่กำลังมองหาความได้เปรียบในการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในช่วงระยะสั้น ๆสามารถใช้ในการเล่น Swing trade โดยใช้หาจุดกลับตัวของราคารวมทั้งยังสามารถหาจุด Breakout ของราคา และ ยังใช้ในการดูแนวโน้มระยะสั้นของแต่ละวันได้อีกด้วย

ตัวอย่างหน้าตาของ Pivot point

การคำนวณหา Pivot point

การคำนวณ ระดับของ Pivot point และเส้นแนวรับ – แนวต้าน จะถูกคำนวณจากราคา ราคาสูงสุด(H) , ราคาต่ำสุด(L) และ ราคาปิด (C) ของวันก่อนหน้านี้ และตั้งแต่ที่ตลาด Forex มีการเปิดทำการ 24 ชั่วโมง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดตลาดนิวยอร์ก คือ 04:00 EST เป็นเวลาปิดของตลาด

การคำนวณหา Pivot Point มีดังต่อไปนี้

Pivot point (PP) = (High + Low + Close) / 3

แนวรับแนวต้านที่ใช้ร่วมกัน จะถูกคำนวณหาจากค่าของจุด Pivot point ที่ได้อีกทีหนึ่ง

แนวต้านที่ 1 (R1) = (2 x PP) – Low
แนวรับที่ 1 (S1) = (2 x PP) – High

แนวต้านที่ 2 (R2) = PP + (High – Low)
แนวรับที่ 2 (S2) = PP – (High – Low)

แนวต้านที่ 3 (R3) = High + 2(PP – Low)
แนวรับที่ 3 (S3) = Low – 2(High – PP)

นี่คือหลักในหารคำนวณ ไม่ต้องกังวลเรื่องการคำนวณเหล่านี้เลย เพราะมีโปรแกรมที่ช่วยคำนวณหาทุกอย่างให้คุณอย่างเสร็จสรรพ หรือแม้แต่ Indicator ที่คุณสามารถนำมาใส่ในกราฟแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง และในบางโปรแกรมยังให้รายละเอียดมากกว่าการคำนวณด้านบนด้วยซ้ำ คือมีการเพิ่มจุดกึ่งกลางระหว่างเส้นต่างๆเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งเส้นกึ่งกลางที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรเหมือนกับเส้นหลัก แต่ก็แค่มีเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ดังตัวอย่างในภาพ

การใช้งาน Pivot Point

การใช้งาน Pivot point อย่างแรกเลยก็คือ ใช้เป็นแนวรับแนวต้านได้เป็นอย่างดี เพราะราคามันจะมาเทสที่เส้น ยิ่งมาเทสบ่อย แล้วไม่วิ่งผ่านทะลุไป หมายความว่าแนวรับ หรือแนวต้านนั้นมีความแข็งแกร่งมาก แสดงว่ามีแนวโน้มมาก ที่ราคาจะมีการกลับตัวได้ในตำแหน่งนั้นๆ

เมื่อราคาวิ่งมาอยู่บริเวณ Pivot point จะส่งสัญญาณที่ดีในการเทรดว่าควรจะเปิด Buy หรือ Sell และควรตั้ง TP และ SL ไว้ที่ไหน ซึ่งโดยปรกติแล้ว ถ้าราคาอยู่เหนือเส้น Pivot จะแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น และ ถ้าต่ำกว่าเส้น Pivot ก็จะแสดงแนวโน้มขาลง บางคนจึงใช้จุดนี้ในการเข้าเทรดได้แบบง่ายๆ คือ ราคาอยู่เหนือ Pivot point ก็บาย ต่ำกว่า Pivot point ก็เซล ตามไป SL แค่เหนือน หรือต่ำกว่า จุด Pivot point ง่ายมั้ย !!

ส่วนถ้าเห็นราคาอยู่ใกล้กับเส้นแนวต้านด้านบน ก็เซลลงมา และตั้ง SL เหนือระดับแนวต้านนั้น หรือถ้าคุณเห็นราคาอยู่เหนือเส้นแนวรับ คุณก็บายขึ้นไป และตั้ง TP ที่แนวต้านด้านบน และ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับนั้น หรือห่างออกไปอีกแนวรับหนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์และวิจารณญาณในขณะนั้นของแต่ละคน

ก็เหมือนกันแนวรับแนวต้านทั่วๆไป Pivot point นั้นก็ต้านราคาไม่อยู่ตลอดไป บางครั้งราคาอาจจะวิ่งทะลุเส้นไปเป็น Breakout และบางทีราคาก็มาไม่มาเทสที่เส้นแนวรับแนวต้านต่างๆ อาจจะวิ่งมาแค่เฉียดๆ หรือ อยู่ในระยะที่ใกล้เคียง ก็เพราะมันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และไม่มีอะไรที่แน่นอน ดังนั้นบางครั้งถ้าเรามัวแต่รอให้ราคาวิ่งมาชนที่เส้น เราก็อาจพลาดจังหวะการเข้าออเดอร์ได้ ลองมาดูตัวอย่างกัน ที่ EUR/USD TF M15

เราจะเห็นว่า EUR/USD วิ่งขึ้นเป็นเทรนอย่างแข็งแกร่งตลอดทั้งวัน เราเห็นว่าราคาเปิดขึ้นเป็น Gap ขึ้นไปเหนือเส้น Pivot point ราคาวิ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งก่อนที่จะปรับระดับลดลงมาใกล้ๆ กับ ระดับ R1 แต่ไม่มาแตะที่เส้น แล้วในที่สุดก็พุ่งทะลุระดับ R2 ขึ้นไป 50 จุด ซึ่งถ้าในกรณีนี้คุณ ได้ตัดสินใจเข้าบาย ตอนที่เห็นราคาวิ่งทะลุเส้น R2 ขึ้นไป คุณก็จะทำกำไรได้ แต่ถ้าคุณรอที่จะให้ราคามาเทสที่เส้น R1 ก่อน คุณก็ต้องพลาดโอกาสไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในตัวอย่างราคาไม่ได้กลับลงมาเทส ที่ R1 และ R2 เลย และสังเกตว่าราคาวิ่งไปถึง R3 เลยด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตามถ้าคุณยึดหลักการเข้าออเดอร์แบบก้าวร้าว คุณก็อาจโดนหลอกได้จากการพักตัวครั้งแรกของราคา ถ้าจุด SL ของคุณใกล้เกินไปราคาก็อาจจะวิ่งไปโดนได้ และต่อมาคุณก็อาจเห็นว่าราคามันทะลุมาได้ในที่สุด

หลังจากที่เห็นว่าราคาทะลุผ่านแนวต้านไปแล้ว มันก็จะกลับมาเทสเส้นแนวต้านที่มันเพิ่งผ่านทะลุไปเช่นกัน และสังเกตว่าราคาได้กลับตัวในวันต่อมาโดยปรับตัวลดลงทะลุแนว R3 ตอนนี้ก็เป็นโอกาสในการเปิดเซล เมื่อราคากลับมาเทสที่เส้น R3 (ตามภาพ)

จงไว้ว่า เมื่อแนวรับถูกทำลายมันจะกลายเป็นแนวต้านแทน (ตามหลักการ แนวต้าน กลายเป็นแนวรับ แนวรับ กลายเป็นแนวต้าน)

ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือใดๆก็ตามแต่ อย่างไรซะในการเทรดมันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด Forex ที่มีความผันผวนสูง ดังนั้นเราจึงควรมีเงื่อนไขในการเทรดด้วย ว่าเมื่อไหร่เราควรทำอะไร ต่อไปนี้เป็นภาพตัวอย่างการตั้ง TP และ SL

สังเกตว่า เมื่อราคาวิ่งผ่านแนวต้านแต่ละแนวไป เราจะเซท SL ไว้ที่ใต้แนวรับนั้นๆ ส่วน เป้าหมายราคาหรือ TP ก็จะเป็นแนวต้านต่อๆไป หรือ ถ้าเป็นในทางกลับกัน ราคาวิ่งลงมา เราก็จะเซท SL ไว้ที่เหนือแนวต้าน แล้ว TP ที่แนวรับถัดๆไป นี่เป็นหลักการเบื้องต้นง่ายๆในการใช้ Pivot point ในการเทรด ประโยชน์ของมันเล็กน้อยแต่มากมายมหาศาลสำหรับคนที่รู้จักการนำมาปรับใช้ ส่วนตัว ยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก มองแต่ แนวรับ แนวต้าน ก็ น่าจะพอเพียงแล้วนะครับ

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

ตัวเลือกไบนารีและอัตราแลกเปลี่ยน
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: